Special Report : เยี่ยมยามพี่น้องงานดองเมืองลาว
posted on 31 Jan 2005 18:15 by terasphere in Special-Reportวันที่ 19 รายงานข่าว ไม่ได้เขียนนาน
Report : เยี่ยมยามพี่น้องงานดองเมืองลาว
วันศุกร์-เสาร์ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานแต่งงานหรือว่าที่ภาษาลาวเรียกว่างานดองของญาติฝ่ายพ่อที่ฝั่งกำแพงพระนครหลวงเวียงจัน เลยมาเล่าให้ฟังกันว่า ประเทศลาวสมัยนี้ มีอะไรแปลกใหม่น่าตื่นตามากมาย จะได้เลิกด่ากันว่าลาวหรือเสี่ยวเสียที
เย็นวันศุกร์ บ่ายสี่โมงผมเดินทางจากบ้านที่อำเภอท่าบ่อ นั่งรถไปเลียบถนนพนังกั้นน้ำสายท่าบ่อ-หนองคาย ราว 20 นาทีก็ถึงด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวฝั่งไทย ซึ่งการจะข้ามไปฝั่งลาวนั้นหากไม่มีพาสปอร์ต ต้องแจ้งทำใบผ่านแดนชั่วคราว(
ไม่เกิน 10 นาที ก็เข้ามาถึงด่านสะพานมิตรภาพฝั่งลาว(ป้ายเขียนว่า ขัวสะพานมิดตะพาบไท-ลาว) ลงจากรถเมล์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและเสียค่า เหยียบแผ่นดินลาว 10 บาท จากนั้นก็ขึ้นรถที่ญาติฝั่งลาวมารับ ขับจากด่านสะพาน ไปจนถึงเขตนครหลวงเวียงจัน ระยะทาง 23 กิโลเมตร ระหว่างทางเหมือนฝั่งไทยแทบทุกอย่าง ยกเว้นถนนที่เป็นถนนลาดยางแต่ฝุ่นยังคลุ้งอยู่ มีโรงงานอุตสาหกรรมคั่นระยะกับทุ่งข้าวนาปรังที่ดูเขียวสด โรงงานนั้นมีทั้งโรงงานเบียร์ลาวที่โด่งดัง(ป้ายเขียนว่า เบยลาว) โรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าของนายทุนฝั่งไทย ( โฮงงานประกอนฮดจัก ฮอนด้า ลิมซุนเส็ง ) โรงงานน้ำอัดลมเป๊บซี่และมิรินด้า(ฝั่งลาวไม่มีโค้ก, แฟนต้า ฯลฯ เลยนะครับมีแต่เป๊บซี่กะมิรินด้าเท่านั้น ขนาดโซดายังยี่ห้อมิรินด้าเลย อย่าไปถามหาละกัน) มีศูนย์ป้องกันพืชและสถานีวิจัยข้าวตามรายทาง จนเข้าเขตพระนครจึงเห็นตีกขนาดใหญ่แซมขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เห็นตึกสูงชนิด skycrappers แต่อย่างใด
เขตนครหลวงเวียงจัน วันที่ผมเดินทางไปนั้นมีงานการก่อสร้างที่กำลังเริ่มต้นหลายแห่ง ทั้งงานก่อสร้างซ่อมแซมปรับปรุงถนนมากมาย เพราะถึงแม้ว่าเป็นเขตนครหลวง แต่ถนนบางแห่งยังเป็นดินลูกรัง ส่งฝุ่นคลุ้งอยู่ ยกเว้นเขตกลางพระนครตั้งแต่ หอคำ(ลาวสะกดว่า หํคำ) ผ่านประตูชัย(ปะตูไซ)จนสุดพระธาตุหลวง(ทาดหลวง)ซึ่งทางไทยส่งทหารช่างมาช่วยปรับปรุงภูมิทัศน์ในสมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกฯ และพลเอกชวลิตเป็น ผ.บ.สูงสุด ช่วงที่นโยบาย เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้ากำลังรุ่งเรือง ต่อมา ทางจีนได้ส่งกองพลโยธามาช่วยปรับปรุงถนนและทางรถไฟให้ดูดีและเป็นระบบ ประกอบกับผังเมืองที่วางไว้สมัยเป็นอาณานิคมอินโดจีนฝรั่งเศส ทำให้เวียงจันวันนี้ดูงดงามมีระเบียบ ทั้งตึกรามเก่าสไตล์โคโลเนียลในเขตกลางเมืองซึ่งปัจจุบันเป็นหน่วยงานราชการและสถานทูต สถานกงสุลต่างๆก็ยังดูงดงาม(มีตึกเก่าหลังหนึ่งเป็นตึกของธนาคารไทยพาณิชย์สาขาพระนครเวียงจัน สอบถามได้ว่า เป็นตึกเก่าของธนาคารที่มาเช่าใช้ตั้งแต่ก่อนสงครามโลก) ส่วนถนนหนทางก็มีทั้งมอเตอร์ไซค์(ลาวเรียก รถจักร) จักรยาน ปนๆกันไป ส่วนรถเมล์โดยสารนั้นเป็นของบริจาคจากญี่ปุ่นให้ลาวใช้ในการขนส่งมวลชน ติดธงญี่ปุ่นไว้ทุกคัน ที่ดูงดงามมากในสายตาผมคือ แม่หญิงลาวทุกคนไว้ผมยาวประบ่า นุ่งซิ่นสวยงามกันทั้งนั้น มีน้อยคนที่จะนุ่งกระโปรงหรือกางเกง ถึงท่อนบนจะใส่เสื้อเชิ้ต เสื้อนักศึกษา แม้แต่สายเดี่ยว เอวลอย หรือเกาะอกไม่ต่างจากวัยรุ่นไทยแต่ส่วนใหญ่ท่อนล่างก็ยังเป็นซิ่นแบบลาวกันเกือบหมด
ผ่านดูบ้านเมืองลาวมาจนถึงบ้านญาติพี่น้องที่เขตหนองปลาไน กลางพระนคร ก็เกือบ 6 โมงเย็น
อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย เตรียมตัวไป งานดอง แล้ว ก็เดินดูบ้านในเขตใกล้เคียง บ้านของญาติฝั่งลาวนี้ปลูกอยู่ใกล้ๆกัน โดยแต่ละคนก็แยกออกจากบ้านใหญ่ของพ่อใหญ่แม่ใหญ่ไปปลูกบ้านเดียวบนที่ดินมรดกใกล้ๆกัน ยามค่ำพี่น้องก็มาสังสรรค์ซุมแซวกัน ความสัมพันธ์จึงยังเป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น แต่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาส่งผลมาก โดยเฉพาะข่าวสารและวัฒนธรรมจากฝั่งไทย เปิดโทรทัศน์ขึ้นมาเห็นคุณพิสิทธิ์ กีรติการกุลคุณนิลาวัลย์ พาณิชย์รุ่งเรืองจากช่อง 7 ยังอ่านข่าวภาคค่ำเป็นปกติ ถามพ่อลุงตอบว่า โทรทัศน์สถานีลาวไม่มีอะไรน่าดู ส่วนใหญ่มีแต่เพลงของพรรคปฏิวัติลาวหรือไม่ก็แจ้งข่าวการเสียชีวิต(เขาเขียนว่า ข่าวมอละนะกำ) ส่วนใหญ่คนลาวดูแต่รายการไทย ไม่ว่าจะเป็นละคร เกมโชว์ เพลง ก็นิยมของไทยกันหมด อันนี้วันต่อมาไปตลาดเซ้าของเขาก็เห็นจริง เพราะทุกร้านไม่มีร้านไหนเปิดทีวีช่องลาวเลย มีแต่เปิดช่องรายการไทยทั้งหมด ขนาดร้านขายโทรทัศน์เรียงโทรทัศน์ไว้เป็นพรืด ก็เปิดแต่รายการไทยทั้งนั้น แม้แต่สถานีวิทยุลาวก็ยังเปิดเพลง ต่าย อรทัย ศิริพร อำไพพงษ์ ก็อต-จักรพรรณ์หรือแม้แต่ เอ็นโดรฟิน เลย ฝั่งลาวก็มีเคเบิลทีวีนะครับ แถมค่าใช้จ่ายรายเดือนยังแค่ สิบห้าพันกีบ(ลาวไม่มีเลขหลักหมื่น) หรือประมาณ 60 บาท/เดือนเท่านั้น ดูได้ทั้ง HBO Cinemax Discovery Channel Cartoon Network ESPN และช่องไทยทุกช่องชัดแจ๋ว แถมช่องจีนกับเวียตนามให้ด้วยอีกแน่ะ บ้านเกือบทุกบ้านมีคอมพิวเตอร์ เพราะราคาคอมพิวเตอร์เทียบกันก็แทบไม่ต่างกับฝั่งไทย ดูจากใบโฆษณาแนบในหนังสือพิมพ์แล้ว P4 2.8 256MB ram ราคา 8 ล้านกีบ ก็ประมาณ 3 หมื่นบาทกว่าๆ คนมีฐานะในเวียงจันก็พอจะหาซื้อมาใช้กันได้
แล้วก็ได้เวลาเดินทางไปยังโรงแรมสถานที่จัดงานแต่งงาน เป็นโรงแรมขนาดกลางๆประมาณ 3 ดาวของจีนมาเลย์มาลงทุน ชื่อโรงแรม แดนสะหวัน ที่จัดงานอยู่ชั้นสองห้องประชุมดูหรูหราโอ่โถงไม่แพ้ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมในเมืองไทย เดินเข้าไปยังห้องจัดเลี้ยงก่อนจะผ่านประตูก็มีคนต้อนรับนำเหล้าจอกเล็กๆมาให้แขกทุกคนดื่มก่อน เนื่องจากผมไม่ดื่มเหล้า เลยต้องขอตัวหลบตามระเบียบ เดินต่อมามีคนทักว่า แขกชุดนี้มาจากต่างประเทศทั้งหมด 555 คราวนี้เราเป็นชาวต่างชาติแล้ว มีนั่งรอพิธีอยู่ระยะหนึ่ง ก็ตกใจ เพราะไม่มีการให้ญาติฝ่ายชายฝ่ายหญิงมาให้พรหรือเจ้าสาวเจ้าบ่าวมากล่าวความรู้สึกแต่อย่างใด แต่ว่าให้ผู้ใหญ่คือพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย และเจ้าบ่าวเจ้าสาวมา จุ้ม กันหน้าเวที อวยชัยให้พรกันแบบไม่ต้องประกาศว่าทั้งสองมายังไงไปยังไง แล้วก็เริ่มกินเลี้ยงกันได้เลย เป็นงงอยู่พอสมควรแต่ก็ไม่พลาดการกิน
อาหารที่จัดเลี้ยงก็เป็นโต๊ะจีนธรรมดาแบบฝั่งไทย ความจริงก่อนจะมีกินเลี้ยงนี้ ตอนเช้ามีพิธีผูกแขนเลี้ยงอาหารลาวไปแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นแบบประเพณีลาวล้วนๆเลย เสียดายที่มาไม่ทัน กินโต๊ะจีน ไม่มีตะเกียบ(ลาวเรียก ไม้คีบคู่) ซะงั้นมีแต่ช้อนกะส้อม(บ่วงกะไม้จิ้ม)
แต่ที่สุดๆคือ หลังจากกินกันอิ่มหนำสำราญ พิธีกรก็เริ่มเชิญคนออกมารำวงสามัคคี เริ่มจากเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่เปลี่ยนจากชุดฝรั่งมาเป็นชุดแม่หญิงลาวเต็มยศ รำวงต่อเนื่องเชิญคนออกไปทุกรายการ ตั้งแต่ญาติพี่น้องที่มาจากแคนาดา จนมาถึงใกล้ๆคือพวกผมที่ไปจากเมืองไทย พิธีกรเค้าพูดว่า ขอเซิญฮ่วมรำวงสามัคคี เพื่อเป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาวและเจ้าภาพ รำไปรำมา สิบ ยี่สิบ สามสิบเพลง ไม่เลิกซักที นี่มัน!!!! คุยไปคุยมาเลยรู้ว่า ธรรมเนียมลาวเค้ากินกันไม่กี่ชั่วโมง หนักไปทางรำวงซะมาก เพลงที่ร้องก็เป็นเพลงมงคลต่อคู่บ่าวสาว หรือเพลงยอดนิยมอย่าง กุหลาบปากซัน แน่นอนว่าขาดเพลง สาละวัน ไม่ได้ แต่ที่นี่พอร้องสาละวันไปแล้วจะมีการสั่งให้ ยกขา ส่ายเอว รำแขนเดียว ด้วย แล้วพอท่อน เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง เตี้ยลงน้อยสาละวันเอ๊ย ก็ต้องย่อตัวเตี้ยลงตามเพลงด้วย ก่อนจบงาน วงดนตรีเล่นเพลงประจำชาติเพลงหนึ่ง ซึ่งก็ลืมแล้วว่าชื่ออะไร แต่เกือบทุกคนในงาน(ที่เป็นคนลาว) จะออกไปเต้นอย่างพร้อมเพรียงกัน นัยว่าเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพในงานดองครั้งนี้ ไม่มีการซ้อม ไม่มีการเตี๊ยม แต่พี่น้องลาวทุกคนที่ออกไปเต้นหน้าฮ่าน(หน้าเวที)กลับเต้นได้จังหวะพร้อมเพรียงกันสวยงามมาก ทั้งหนุ่ม-แก่-สาว-เฒ่า-ผู้น้อย-ผู้ใหญ่ ราวกับว่าการเต้นเพลงนี้อยู่ในสายเลือด
จากนั้นกลับมาที่บ้านญาติที่ไปพัก คุณนายหมวยแม่ของผมเหลือบเห็นร้านเสื้อผ้าพอดี๊.......... เธอเลยใจเอาเดินออกมาปากซอยไปหาร้านเสื้อผ้าแถวนั้น ถามไปถามมา เสื้อผ้าที่ขายก็ไปเอามาจากกรุงเทพฯบ้านเรานี่เอง คนขายว่ามันดูดีและเป็นที่นิยมกว่าเสื้อผ้าจีนแดง ขายได้ราคามากกว่ากัน ใครใส่เสื้อไทยจะเป็นพวกไฮโซว่างั้น ราคารึก็ไม่แตกต่างจากฝั่งไทยเท่าไร ไอ้จะไปหาของถูกๆเหมือนสมัยก่อนล่ะก็ฝันไป แม่แซวคนขายว่า งั้นไม่มาเป็นลูกสะใภ้แม่ล่ะ คนขายรับมุขกลับว่า เป็นสะใภ้คนไทยก็ดีละตั๊วอีแม่ ก็ฮากันลั่นร้าน แล้วก็กลับมาอาบน้ำเตรียมตัวนอน ดูแฟนพันธุ์แท้ได้เหมือนปกติ ดูรูปถ่ายของญาติที่ไปเที่ยวคอนพะเพ็ง แก่งหลี่ผี น้ำตกแม่น้าโขง(ลาวเรียก แม่ของ)สวยมากกกกกกกกกก แล้วก็หลับไปกับทีวีไทยในแดนลาว
เช้าขึ้นเตรียมตัวไปดูเขื่อนน้ำงึม เขื่อนยักษ์ที่ผลิตไฟฟ้าส่งขายให้ฝั่งไทยเขตจ.หนองคายและอุดรธานีใช้กว่าปีละ 10 เมกะวัตต์ นั่งรถขึ้นภูขึ้นเขาทางคดเคี้ยวไปกว่าชั่วโมง ได้ความว่าถนนนี้สร้างโดยงบประมาณฝั่งไทยก่อนที่พระเทพฯจะเสด็จไม่นาน ส่วนถนนอีกทางจะไปถึงหลวงพระบางนั้น ทางการจีนมาสร้างให้ สองข้างทางเหมือนย้อนอดีตกลับไปไทยราว15-20 ปีที่แล้ว แถมเวลาข้ามสะพาน มีทหารหนุ่มๆถืออาก้ามาคอยคุม เก็บค่าข้ามสะพาน(ลาวเรียกด่านแบบนี้ว่า ขัว)ตั้ง5พันกีบ(ราว 20 บาท)อีกตะหาก นั่งหูอื้อฝ่าความสูงและหุบเขาจนถึงเขื่อนน้ำงึม ที่กั้นขวางแม่น้ำงึมบนเทือกเขา มองภายนอกก็ดูว่าไม่น่าจะใหญ่เท่าใด แต่ว่าพอเข้าไปดูทะเลสาบหลังเขื่อนแล้ว โอ้โห!!!! ใหญ่จนเหมือนทะเลเลย เค้าว่าถ้าเขื่อนแตก เวียงจันและหนองคายจะจมอยู่ใต้น้ำ 50 เมตรแน่ะ ไปนั่งกินข้าวอยู่ร้านอาหารริมเขื่อน มองเห็นทิวทัศน์สวยงาม น้ำใสสีเขียวมรกตประดับกับไอหมอกที่ยังไม่ราไป เกาะกลางทะเลสาบที่เรียกว่า ดอนต่างๆ ดูเหมือนเกาะกลางทะเลแถวภูเก็ตพังงาอย่างนั้น กลางเกาะต่างๆก็มีไร่กล้วยไข่หอมอร่อย แบบที่ทุกร้านอาหารแขวนไว้ให้กินรองท้องฟรีๆเป็นหวีๆ และยังมีเรือนพักด้วย คาดว่าก่อนสร้างเขื่อนเกาะต่างๆคงเคยเป็นยอดเขา ยอดภูมาก่อน พอน้ำท่วมจมลงไปยอดภูเลยกลายเป็นเกาะ กินต้มปลา นึ่งปลา ส้มตำ(ทุกอย่างมีผักชีลาวเคียง) ได้สักหน่อยคิดราคามา โห กิน 20 คน 7แสน7หมื่น(กีบ)แน่ะ(2พัน9ร้อยบาท) ว่าจะลงเรือไปดูดอนต่างๆกลางทะเลสาบชั่วโมงละ 60พันกีบ(200กว่าบาท) แต่ทางผู้ใหญ่ที่หลายคนเมาสนิทแล้ว ก็ห้ามไว้ เพราะกลัวคนเมาจะวุ่นวาย ดีไม่ดีตกน้ำตายจะยุ่ง เลยอดล่องเรือชมทะเลสาบมรกตแห่งเขื่อนน้ำงึมไป
นั่งรถเลาะเลียบแม่น้ำงึมกลับมา คุณนายแม่ไม่พลาดที่จะไปช็อปปิ้งตามระเบียบ นั่งรถสามล้อเครื่องไปถึง ตลาดเซ้า อ่านว่า ตะ-หลาด-เซ่า ซึ่งความจริงคือเขตการค้าแบบห้างสรรพสินค้านี่เอง ถ้าเป็นตลาดสดเค้าจะเรียกว่า กาด เดินตามคุณนายหมวย คุณเธอก็ช็อปฯผ้าไหม ผ้าฝ้ายฯลฯ ซะ จนมาถึงแผงขายหนังสือ ขอบอกว่าหนังสือลาวแพงงงงงงงงงงง ชะมัด เล่มบางๆ 15 พันกีบ (60 บาท) เลยซื้อมาแค่เล่มเดียวคือประวัติเจ้าอนุวงศ์(คนที่ท้าวสุรนารีตีทัพแตกพ่ายไปนะแหละ) เพราะจะลองเอามาอ่านเทียบกับของไทยว่าเป็นอย่างไร ไม่นานคงจะแปลออกมาให้ดูกันนะครับ แล้วก็เดินๆๆๆ ในตลาดแวะซื้อน้ำส้ม ขวดละ 2 พัน(กีบ) 8 บาทอ่ะนะ เข้าห้องน้ำครั้งละพันกีบ นั่งรถสามล้อเครื่องเหมาทั้งหมด 23 พันกีบ ไปดูธาตุหลวง ประตูชัย
พระธาตุหลวงนี้สร้างโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช(ลาวเขียน ไซเซดถา)ร่วมสมัยกับพระมหาจักรพรรดิของไทย โดยถือเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองนครเวียงจัน รูปทรงเป็นเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ ทาสีทองทั้งองค์ วิหารรอบมีระเบียงคด ศาลาราย แต่ไม่มีศิลปะฝาผนังประดับ ดูงดงามเมื่อต้องแสงอาทิตย์อัสดงคต เพราะสีทองทาทาบนั้นจะสะท้อนแสงพระอาทิตย์ออกมางดงามยิ่ง จากนั้นแวะชมประตูชัย ซึ่งผู้สร้างคือเจ้าอุปราชบุญถึงผู้กอบกู้เอกราชลาวจากไทยและฝรั่งเศสร่วมกับเจ้าสุภานุวงศ์ ได้สร้างขึ้นหมายจะให้เหมือนกับ Arc de Triamphe หรือประตูชัยของนโปเลียนกลางกรุงปารีส(ลาวเรียกฝรั่งเศสว่า ปะเทดฝะลั่ง และเรียกเมืองปารีสว่า ปาลี) แต่ประตูชัยลาวประกอบด้วยปูนปั้นศิลปะลาว ลายเทพนมและนาค รวมทั้งรูปการประกาศอิสรภาพลาว แต่เสียดาวที่ความงามต้องเสียไปเพราะสงครามอินโดจีนทำให้การก่อสร้างต้องยุติ เพิ่งจะมีการบูรณะซ่อมแซมและปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยและจีนไม่นานมานี้
นอกจากหนังสือประวัติเจ้าอนุวงศ์แล้ว ผมยังได้ซื้อแบบอ่าน กข.ลาวมาเทียบกับอักษรไทยด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าอักษรไทย-ลาวแตกต่างกันน้อยมา หากรู้ภาษาอีสานบ้างก็จะอ่านภาษาลาวแตกอย่างง่ายดาย อีกทั้งภาษาพูดของลาวก็แตกต่างจากไทยไม่มากนัก คนลาวในนครหลวงเวียงจันส่วนใหญ่ต่างก็เข้าใจภาษาไทยได้เป็นอย่างดี เพราะอิทธิพลของสื่อไทยครอบคลุมไปถึง ก่อนผมกลับ ยังมีโฆษณาคอนเสิร์ตสามัคคี โดยมีศิลปินรับเชิญพิเศษ คือ วง AB
สี่โมงเย็น ถึงเวลากลับไทย นั่งรถทางเดิมกลับสู่ขัวมิดตะพาบไท-ลาว ที่เดิม เปลี่ยนรถมาขึ้นรถตู้ข้ามสะพาน กลับฝั่งประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ
บ่ว่าลาวว่าไทใช่พี่น้อง
ร่วมผูกดองครองรักสมัครสมาน
อย่าดูหมิ่นถิ่นเพิ่นเกินรำคาญ
ลาวไทนั่นมั่นยืนชื่นสัมพันธ์
คั่นพี่ไทเจริญดีลาวดีด้วย
พี่ไทม้วยน้องลาวบ่ห้าวหั่น
ไทกะลาวอยู่ดินผืนเดียวกัน
อย่าขีดคั่นหยันเหยียดเด้อนายเอยฯ