Recommend

 
เรารู้จัก "นายกรัฐมนตรีคนแรกของสยาม" คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา น้อยนัก
แต่เรารู้จัก "ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของสยาม" น้อยกว่านั้น

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี หรือนามปากกาที่ทุกคนต้องรู้จักกันดี คือ "ครูเทพ" คือประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของสยาม ซึ่งน้อยคนจะระลึกถึงท่านในฐานะดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่คนจะคิดถึงท่านในฐานะผู้แต่งเพลง "กราวกีฬา" อันโด่งดังยืนยงคู่แผ่นดินประเทศไทยมายาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2468

"มหาวิทยาลัยเป็นอาภรณ์สำหรับมหานครที่รุ่งเรืองแล้ว มหานครใดมีมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อเสียงสมจะอวดได้ ก็ย่อมเป็นเครื่องเชิดชูเกียรติคุณของมหานครนั้น ก็ย่อมได้ชื่อเสียงปรากฏความรุ่งเรืองแผ่ไพศาลไปในทิศทั้งปวงด้วย"

เป็นส่วนหนึ่งในบทความของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ที่สนับสนุนให้ก่อตั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยขึ้นโดยใช้พื้นที่วังพญาไทกับสนามม้า ลงในหนังสือพิมพ์ "ล้อมรั้ว" พ.ศ. 2457

ระหว่างเริ่มรับราชการเป็นที่ "หลวงไพศาลศิลปศาสตร์" มีหน้าที่แต่งแบบเรียนให้กระทรวงธรรมการนั้น ท่านได้นำกีฬาฟุตบอล ซึ่งเหล่าข้าราชบริพารที่เคยไปเรียนอังกฤษเล่นเป็นที่แพร่หลาย และท่านเองก็ชอบใจจากที่เคยไปเป็นนักเรียนทุนหลวง ณ วิทยาลัย เบอร์โรว์ โร้ด ประเทศอังกฤษ เข้ามาเผยแพร่แก่เหล่านักเรียนสามัญชน มีการแข่งขันระหว่างโรงเรียนต่างๆ

นิสัย "บอลแพ้ คนไม่แพ้" ของนักเตะไทย เห็นจะมีมาตั้งแต่ริเริ่มแข่งฟุตบอลสมัยนั้น จะเห็นได้ว่าขุนนางกระทรวงธรรมการคัดค้านและต่อต้านการเล่นฟุตบอล เพราะเกิดการทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง แต่หลวงไพศาลศิลปศาสตร์ ก็แนะนำกฎกติกาตามแบบนักกีฬา เน้นย้ำว่า "เล่นฟุตบอล ไม่เล่นคน" รวมถึงแต่งตำราการเล่นฟุตบอลแพร่หลายใช้จนถึงปัจจุบัน

เป็นที่น่าสงสัยว่า พ.ศ. 2468 หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว"ครูเทพ" ผู้ชอบกีฬาและมีน้ำใจนักกีฬา ได้พบเห็นเหตุการณ์อันใดที่ทำให้ต้องแต่งเพลงกราวกีฬา อันมีท่อนหนึ่งแทรกไว้ว่า

"ไม่ชอบเอาเปรียบเฉียบแข่งขัน
สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง
มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง
เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว"

และในพ.ศ. 2475 หลังการอภิวัตน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีในวัย 56 ปี ซึ่งลาออกจากราชการกระทรวงธรรมการมารับบำนาญและเป็นครูใหญ่โรงเรียนสตรีจุลนาคของบุตรสาว ก็เข้ามารับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการลงมติของรัฐสภาซึ่งขณะนั้นมีเพียงสภาเดียว เป็นคนแรก

ต่อมาท่านก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง รวมถึงได้แต่งเพลงชาติซึ่งใช้กันอยู่ระยะหนึ่ง เนื้อเพลงว่า 

“สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ 
ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย 
เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน วางธรรมนูญสถาปนาพาราใหม่
ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า”

ในบทประพันธ์ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี แม้ท่านจะเป็นถึงเจ้าพระยาขุนนางผู้ใหญ่ แต่ก็มีจิตใจคำนึงถึงความยากลำบากของกรรมกรและชาวนาเสมอทั่วกัน เช่น

"เจ้าแรงงานเอย
เปลี่ยนจากงานบ้าน
กลายเป็นงานฉุกละหุก
บ่อทองหรือบ่อถ่าน
บ่อน้ำมันเหมืองดีบุก
บ่อพลอยพลอยสนุก
หรือพลอยทุกข์ก็ตามที

กรรมกร
กรรมหรือจรจู่ให้
ทิ้งนาทิ้งไร่
ไพล่เป็นกรรมกรเอย"

หรือ

"ข้าแต่สูเจ้าชาวนา
ข้าขอบูชา
ว่าสูเลิศมนุษย์สุดแสวง

รูปร่างกำยำดำแดง
เจ้าเป็นหัวแรง
กระดูกสันหลังรัฐเรา"

อาจเป็นเพราะโชคชะตาของท่านที่เจ้าคุณพระยาไชยสุรินทร์ผู้บิดา ถึงแก่อนิจกรรมไปตั้งแต่ยังเด็ก 8 ขวบ จนท่านต้องช่วยแม่ทำไร่ทำสวน รับจ้างเย็บรังดุมส่งในวัยเด็ก จึงทำให้เมื่อท่านเติบใหญ่มีวาสนาจากความพยายาม จึงไม่ลืมความเหนื่อยยากของชนชั้นล่าง และยินดีรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นเสมือนผู้นำเสียงของมหาชนสู่ผู้ปกครองในรัฐบาล

ในระหว่างที่ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ท่านยังจัดให้มีการก่อตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย และพัฒนาโรงเรียนประถมกสิกรรม ซึ่งท่านได้ริเริ่มไว้ในปี พ.ศ. 2460 ให้ขยายสู่ภูมิภาค ด้วยเล็งเห็นว่า การศึกษาวิชาชีพอย่างถ่องแท้ของประชาชน จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไปในภายภาคหน้า 

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสองครั้ง ครั้งแรกนั้นสภาได้เลือกท่านกลับเข้ามาเป็นประธานใหม่ในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2475 ส่วนครั้งที่สอง ท่านเห็นว่าสภาพการณ์ของประชาธิปไตยที่ดำเนินไปมีปัญหาเหลือกำลังที่ท่านในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรจะดำรงความเป็นประชาธิปไตยตามแนวคิดของท่านได้ จึงลาออกกลับมาพำนักอยู่ ณ บ้านพัก จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวาย ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486

น้ำใจนักกีฬา และการศึกษาที่ถ่องแท้ เป็นจิตใจอันมั่นคงของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ที่คนทั้งหลายนับถือทั้งในยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช และสมัยประชาธิปไตย ดังท่อนหนึ่งของเพลงกราวกีฬาที่ว่า

"ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์
รู้จักทีหนีทีไล่
รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย
ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง"

ถ้าเรามีน้ำใจนักกีฬาเช่นนี้เมื่อไร การแบ่งแยกฝ่ายแข่งขันกันก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และการทะเลาะเบาะแว้งแข่งขันนั้นยิ่งจะนำพาประเทศชาติและประชาชนไปสู่ความสำเร็จ

"เล่นรวมกำลังกันทั้งพวก
เอาชัยสะดวกมิใช่ชั่ว
ไม่ว่างานหรือเล่นเป็นไม่กลัว
ร่วมมือกันทั่วก็ไชโย"

Comment

Comment:

Tweet

ชอบบทความครับ Hot!

#2 By Tar on 2011-11-25 05:37

นิสัยบอลแพ้คนไม่แพ้ มีมาแต่โบร่ำโบราณ sad smile

#1 By Little Lamb on 2011-11-25 00:25