Recommend

ได้เวลาช่วยเขาขายของอีกครั้ง ก็เป็นซีรีส์วิจารณ์นิยายจากกลุ่ม Fantasy ของโครงการนักเขียนหน้าใส สนพ. แจ่มใส เป็นเล่มที่สองครับ “ทูตแห่งเซนทาเรีย” เป็นนิยายได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ของ Starless Night ซึ่งเป็นน้องในชุมนุมวรรณศิลป์นี่แหละ ทูตแห่งเซนทาเรีย มีแกนเรื่องหลักเกี่ยวกับอำนาจและการเมือง ผมจึงขอวิเคราะห์วิจารณ์ในประเด็นอำนาจต่างๆที่ปรากฏในท้องเรื่อง โดยจำเป็นต้องเตือนว่า ผู้ใดยังไม่อ่านเรื่องทั้งหมด และมิประสงค์จะรับรู้เรื่องล่วงหน้า ขอให้หยุดอ่านบทวิจารณ์นี้เสียก่อนครับ

 

สมาคมปราชญ์แห่งเซนทาเรีย : อำนาจของการเรียบเรียงเล่าเรื่อง

 

“ทูตแห่งเซนทาเรีย” มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างไปจากคู่มือการเป็นราชาปีศาจ(ฉบับที่เขาว่ามาว่ามัน)สมบูรณ์ และ Goddess Eye โดย “ทูตแห่งเซนทาเรีย” (ซึ่งต่อไปจะเรียกย่อๆว่า เซนทาเรีย) ใช้วิธีการเล่าผ่านปากของบุคคลที่สามที่อ้างตัวว่าเป็นปราชญ์ ผ่านการค้นคว้า สอบถาม จากบันทึกเอกสารชั้นต้น แล้วจึงมาเรียบเรียงเป็นบันทึกชีวประวัติกึ่งเรื่องเล่าของเลโอ เดอ ดานาโร ทูตแห่งเซนทาเรีย โดยยืนยันว่าการเล่าของตนเองนั้นเป็นเรื่องจริง ดังปรากฏในบทนำ “ด้วยเกียรติของสมาคมปราชญ์แห่งเซนทาเรีย ข้าสาบานว่าเรื่องเหล่านี้จะมีเพียงความจริง” (8:2) วิธีเล่าแบบนี้เป็นวิธีที่ใช้กันมากในนิยายแฟนตาซีฉากอิงประวัติศาสตร์ หรือนิยายประวัติศาสตร์ เช่นเรื่องสมัญญาแห่งดอกกุหลาบของอุมแบร์โต เอโก ทำให้เราเห็นภาพเหมือนมีนักปราชญ์ยกหนังสือขึ้นเปิดอ่านให้ฟังซ้อนทับไปในภาพของเรื่องราวอีกที เซนทาเรียใช้วิธีการเล่าแบบปลอมประวัติศาสตร์ โดยมีบางช่วงแทรกน้ำเสียงของผู้เล่าเข้าไปอยู่ในเนื้อเรื่องเหมือนแทรกเชิงอรรถอธิบาย เช่น ผู้เล่าได้เล่าย้อนประวัติของเรย์ หัวขโมยแห่งบรูกซ์ เข้าไปหลังเหตุการณ์ที่เรย์และเลโอพบกันก่อนจะเดินเรื่องต่อ (หน้า 18) หรือระหว่างศึกเรือเหาะกลางฟ้า ผู้เล่าก็ได้แทรกตัวเองลงไปว่าได้ค้นคว้าหาแผนผังประกอบกลยุทธ์การรบของเรือเหาะมาจากบันทึกของลูกา ซึ่งคัดลอกมาจากบันทึกของมาวผู้เป็นแมวเลขานุการทูตอีกที (หน้า 95)

 

ประโยชน์ของการเล่าแบบนี้คือ สามารถสอดแทรกเกร็ดความรู้ต่างๆ เข้าไปในเนื้อเรื่องได้โดยสะดวก ต่างจากวิธีการเล่าแบบบุคคลที่หนึ่ง ที่ต้องเล่าผ่านปากของตัวละครที่ดำเนินอยู่ในเรื่อง ซึ่งถ้าจัดการไม่ดีจะเป็นการยัดคำพูดอวดรู้ใส่ปากตัวละครได้ โดยเซนทาเรียมีจุดที่เพิ่มเติมเรื่องต่างๆ ค่อนข้างมาก เช่นเรื่อกไฟกรีก เรื่องการค้า เงินตรา เหรียญ เรื่องรัฐชาติและแผนที่ ใช้วิธีให้ตัวละครพูด แล้วปราชญ์ผู้เล่าเล่าเสริมแทรกลงไปในรายละเอียด โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจในศัพท์เฉพาะของการเล่าหลายประเด็นซึ่งจะอภิปรายต่อไป

 

วิธีการเล่าดังกล่าวชวนเชิญให้เราตั้งคำถามว่า ความจริงของการเล่านั้นมาจากไหน และเป็นอยู่อย่างไร เรารับสารจากความจริงที่ถูกเรียบเรียงแล้วในประวัติศาสตร์มาโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า และการเล่าที่เป็นที่นิยม อาจถูกกล่าวขานนับถือกันมากกว่าความเป็นจริงตามหลักฐานได้ ดังจะปรากฏในตอนจบของเรื่องที่เรื่องเล่าตามบันทึกของลูกา (หน้า 297) ที่เร้าอารมณ์มากกว่าเรื่องตามหลักฐานอันน่าเชื่อถือ และปิดลงด้วยการเปิดปลายด้วยน้ำเสียงของปราชญ์ว่า “ตำนานของเลโอ เดอ ดานาโร ได้เริ่มขึ้นแล้ว” เหมือนว่าจะมีตอนต่อไปทิ้งไว้ให้คนอ่านรออ่านอีก

 

เลขานุการแมว : อำนาจของการเลือกสรรศัพท์และภาษา

 

ข้อสังเกตของภาษาที่ใช้ในเซนทาเรีย มีการใช้ภาษาที่แตกต่างและเป็นข้อบังคับเฉพาะหลายจุด เช่น “จ้าว” แทนที่จะใช้คำว่า “เจ้า” จ้าวหญิง ไม่ใช่ เจ้าหญิง (แม้ว่าจะมีการใช้คำว่าเจ้าหญิงในบางตอน ซึ่งกล่าวถึงบริบทต่างกันไป) แมวใช้ภาษาถิ่นอีสาน การเรียกผู้อยู่อาศัยในดินแดนว่าเป็น “พสกนิกร” กับ “ไพร่ฟ้า” ไม่ได้ใช้ พลเมือง ประชาชน หรือราษฎร ที่จริงแล้วอาจเป็นข้อพิสูจน์ถึงความละเอียดในการใช้คำเชิงรัฐศาสตร์

 

จ้าว นั้นหมายความถึง Lord Suzerain หรือผู้ครองแคว้นในระบบศักดินา จ้าวหญิง คือจ้าวครองแคว้นที่มีเพศหญิง ส่วนเจ้าชาย และเจ้าหญิงนั้นเป็นฐานันดรยศ Prince และ Princess ซึ่งอาจมิได้ครองแคว้น

 

พสกนิกร(Commons) หมายความถึง เป็นคำใช้เรียกผู้อยู่อาศัย (Inhabitant) ในเชิงเมตตาของผู้ปกครอง ส่วนไพร่ (Serfs) ให้ความหมายเชิงว่าผู้อยู่อาศัยเป็นผู้รับใช้ของผู้ปกครองในเขตนั้นๆ เห็นได้ว่าคำพูดที่ใช้เรียกต่างกันของจ้าวหญิงแคทเธอรีนกับรุยส์ (หน้า 72) แสดงถึงความคิดในจิตใจที่มองผู้คนใต้ปกครองต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ทั้งพสกนิกรและไพร่ฟ้า ต่างก็เป็นคำเรียกผู้อยู่อาศัยในระบบราชาธิปไตยซึ่งเชื่อว่าผู้ปกครองมีอำนาจเหนือ มิได้เป็นประชาชน (People) พลเมือง (Citizen) หรือราษฎร (subject) ที่มีความเท่าเทียมกันตามแบบของประชาธิปไตยเสรีนิยมสมัยใหม่แต่อย่างใด

 

ภาษาถิ่นอีสานของแมว แสดงถึงความไม่กลมกลืนกันของภาษาในประเทศเดียวกัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วเป็นภาษาในตระกูลเดียวกัน แต่ก็มีสำเนียง(Dialect) ที่แตกต่างไป จนคนในประเทศเดียวกันก็อาจไม่เข้าใจกันก็ได้ และความไม่เข้าใจกันนั้นอาจรวมถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปจนเป็นคนละแบบ แม้ว่าจะถูกบังคับใช้อำนาจปกครองแบบเดียวกัน ซึ่งความแตกต่างนั้นย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น เนื่องจากขณะที่ปฐมกษัตริย์ชาร์ลส์ให้พ่อมดผนึกเวทมนตร์แห่งผืนดิน มิได้หมายรวมถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อยู่บนผืนดินนั้นด้วย เช่นเดียวกับการขีดเส้นแบ่งอำนาจปกครองบนแผนที่ ที่อาจรวมเอาชนเผ่าซึ่งไม่ยอมรับ หรือไม่รับรู้ อำนาจปกครองของรัฐนั้นๆ เข้ามาอยู่ในเขตชาติรัฐของตนเอง ตัวอย่างเช่นกรณีชาวมอแกน ชาวอูรักลาโว้ย(ผีตองเหลือง) ชาวซาไก(เงาะป่า)ของรัฐไทย, ชนเผ่าต่างๆในป่าบอร์เนียวของอินโดนีเซีย เป็นต้น

 

มังกร, แมว, และแม่มด : อำนาจของปรัชญาการเมือง

 

มังกรผู้เป็นใหญ่แห่งป่าปีศาจ เลอไวธาน(Leviathan) แสดงถึงพลังอำนาจทางกายภาพอย่างถึงที่สุด จากพระคัมภีร์ของศาสนายิว บทโยบ : 41 ได้บรรยายภาพของเลอไวธานว่าเป็นงูยักษ์ (Giant Wyrm) ที่สามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่งบนโลก ในคัมภีร์ไบเบิลบทวิวรณ์ กล่าวถึงภาพมังกรยักษ์ว่าเป็นตัวแทนของซาตาน รวมถึงความเห็นของนักบุญโธมัส อควินัส ก็ให้เลอไวธานเป็นหนึ่งในเจ็ดปีศาจแห่งบาปซึ่งปกครองความริษยา และจะใช้กำลังของตนเข้าแย่งชิง

 

แต่เลอไวธานที่ปรากฏในเซนทาเรีย น่าจะมีที่มาจากหนังสือปรัชญาการเมืองของโธมัส ฮ็อบส์ (Leviathan, : Thomas Hobbes, 1651) คำอภิปรายของจ่าฝูงมังกรเลอไวธาน(หน้า129 – 130) ได้ชี้ประเด็นการปกครองของมนุษย์ในทัศนะของฮ็อบส์ขึ้นมาอย่างเต็มที่ ฮ็อบส์และเลอไวธานในเซนทาเรียนั้นกล่าวว่ามนุษย์นั้นอ่อนแอ ยากจน โหดร้ายทารุณ และโง่เขลา จึงยอมอุทิศเสรีภาพและความอิสระของตนให้กับผู้ที่อ่อนแอกว่าเป็นราชาปกครองตนเอง เพื่อที่จะมิเกิดความระแวงสงสัยและอยู่เป็นสังคม เป็นสัญญาประชาคมรูปแบบหนึ่งแต่การกระทำดังกล่าวมิได้ก่อให้เกิดสันติภาพและความสงบ มีเพียงการมอบอำนาจให้ผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงที่มีพละกำลังพอจะกำราบทุกคนได้ต่างหากจึงถูกต้อง เช่นเดียวกับเจ้ามังกรเลอไวธานกับฝูงมังกร