Recommend

ทำไมหนังสือราคาแพง

posted on 18 Jun 2010 21:47 by terasphere in Special-Report

ช่วงนี้เห็นมีประเด็นเรื่องราคาหนังสือแพง ยกเลิกภาษีและเรื่องค่าลิขสิทธิ์ต่างๆมากมาย และบางคนอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายๆเรื่อง ผมในฐานะเรียนสื่อสิ่งพิมพ์และได้ทำงานในวงการงานเขียนมาระยะหนึ่ง จึงจะขอนำเสนอว่า ในวงการสิ่งตีพิมพ์ คิดราคาหนังสือที่ติดไว้บนปกอย่างไร ทำไมถึงแพงกันนัก แล้วทำไมหนังสือบางเล่มทั้งหนา ทั้งสี่สี(โดยเฉพาะหนังสือคอมพิวเตอร์) ถึงตั้งราคาขายได้ถูกเหลือเกินถ้าเทียบกับคุณภาพ ครับ

ราคาหนังสือนั้น สามารถแยกปัจจัยหลักได้ 5 อย่าง ได้แก่

A. ต้นทุนการผลิต

ส่วนนี้คือต้นทุนแปรผันต่อเล่มที่ใช้ในการพิมพ์ ซึ่งก็คือค่าพิมพ์จากโรงพิมพ์(สนพ.ส่วนใหญ่ไม่มีโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง) ต้นทุนส่วนนี้มาจากค่ากระดาษพิมพ์ หมึกพิมพ์ เพลต จะมากน้อยขึ้นอยู่กับคุณภาพการพิมพ์ว่าจะสอดสีกี่สี มีปกอาบมัน เคลือบพลาสติก(มีหลายเกรด) ใช้กระดาษอะไร ขนาดไหนและที่สำคัญคือยอดพิมพ์มากหรือน้อย เพราะถ้ายอดพิมพ์สูงจะสามารถเฉลี่ยค่าทำเพลตพิมพ์ออฟเซ็ตซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย คงที่ต่อครั้งได้มาก และถ้าได้พิมพ์ครั้งที่สองขึ้นไป สามารถใช้เพลตเดิมพิมพ์ได้ถ้าไม่มีการแก้ไขก็จะลดต้นทุนส่วนนี้ได้สูง ต้นทุนการผลิตนี้เองที่จะเป็นตัวแปรหลักของการตั้งราคาปกหนังสือ และเมื่อเราทราบต้นทุนการพิมพ์แล้วก็จะตกใจว่า หนังสือแพงๆนี้มีต้นทุนน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับราคาขายจริงที่อยู่หน้าปก

B. ค่าดำเนินการของสำนักพิมพ์

ส่วนนี้เป็นต้นทุนคงที่ต่อเดือนที่สำนักพิมพ์ต้องจ่าย ได้แก่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน อุปกรณ์สำนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ฯลฯ อาจจะรวมต้นทุนแปรผัน เช่น ค่าจ้างพนักงานอิสระ(ฟรีแลนซ์)พิสูจน์อักษรหรือบรรณาธิกรณ์ และรวมไปถึงกำไรที่คาดหวังไว้ของนายทุนเจ้าของสำนักพิมพ์

C. ส่วนลดร้านหนังสือ

การขายหนังสือตามร้านค้าปลีก สำนักพิมพ์ต้องเผื่อส่วนลดสำหรับร้านค้าปลีกตั้งแต่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว สี่ปั๊ว ฯลฯ ไว้ด้วย ส่วนใหญ่จะกันส่วนนี้ไว้ 20-30% จากราคาปก เราจึงเห็นว่าร้านหนังสือขายส่งใหญ่ๆ หรือร้านหนังสือปลีกตามหัวเมืองสามารถลดราคาหนังสือได้มากจนน่าตกใจ เพราะพวกเขาเป็นต้นทางของการส่งหนังสือนั่นเอง

D. ต้นทุนสายส่ง

ส่วนนี้คือปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาหนังสือแพงขึ้นมากในปัจจุบัน เพราะหนังสือทุกเล่มที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ออกไปสู่สายตาประชาชนและเราเลือก ซื้อได้ตามแผง ต้องผ่านการขนส่งโดยสายส่งกระจายไปตามร้านค้าและแผงหนังสือต่างๆ หนังสือไม่ได้ลอยจากแท่นพิมพ์เข้ามาอยู่ในมือของเราทันทีที่พิมพ์เสร็จเสีย เมื่อไร และสายส่งเป็นส่วนที่สามารถทำให้หนังสือดังหรือดับได้ง่ายๆเพียงแค่การ กระจายหนังสือให้ทั่วถึงหรือไม่ ปัจจุบันค่าสายส่งอยู่ที่ 40%-50% ของราคาปก!!!! หมายความว่าครึ่งหนึ่งของราคาหนังสือเต็มที่เราซื้อ จะกลายไปเป็นค่าน้ำมันและกำไรรถขนส่งของสายส่งสิ่งพิมพ์ต่างๆเลยทีเดียว สายส่งมาตรฐานใหญ่ๆ เช่น นายอินทร์ ซีเอ็ด คิดค่าสายส่งที่ 45% สำหรับสำนักพิมพ์ธรรมดา และอาจลดลงเหลือ 40% ให้แก่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆที่ค้าขายกันมานาน แต่สายส่งร้านหนังสือประเภทนี้มักจะจำกัดชนิดและสภาพหนังสือ เช่น ไม่รับหนังสือที่สุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรม มีภาพลามกอนาจาร หรือหนังสือจำนวนน้อย ส่วนสายส่งที่กระจายหนังสือได้กว้างไกลและไม่ติดเงื่อนไขอย่างสายส่งหนังสือ พิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์ จะคิดค่าสายส่งแพงกว่าที่ 50% ยิ่งราคาน้ำมันแพงขึ้นเท่าไร แนวโน้มค่าสายส่งยิ่งทะยานสูงขึ้นไปตามเท่านั้น อีกทั้งการขายผ่านสายส่งยังต้องรอเงินเครดิตจนกว่าจะเก็บขายได้ราว 3-6 เดือนอีกด้วย

E. ค่าลิขสิทธิ์ของนักเขียน/นักแปล

เป็นต้นทุนเริ่มต้นก่อนจะมีหนังสือออกมาได้ ต้นทุนส่วนนี้มักจะคิดเป็นร้อยละของราคาปกคูณด้วยยอดพิมพ์หรือยอดจำหน่าย แล้วแต่สัญญาจะตกลงไว้ โดยมาตรฐานค่าลิขสิทธิ์นักเขียนจะเริ่มต้นตั้งแต่ 7%-15% ของราคาปก ซึ่งนักเขียนหน้าใหม่เริ่มต้นนั้นจะได้น้อยก่อน นักเขียนทั่วไปได้อยู่ที่ 10% เป็นมาตรฐาน ส่วนนักเขียนรุ่นเก๋าติดตลาดทำละครมามากมาย อย่าง ทมยันตี, แก้วเก้า, ประภัสสร เสวิกุล ฯลฯ นั้น นอกจากค่าลิขสิทธิ์ 15% ของราคาปกคูณยอดพิมพ์แล้ว ยังจะมีเงินเพิ่มพิเศษเฉพาะเรื่องหรือพรีเมียมให้ก่อนพิมพ์อีกด้วย ค่าลิขสิทธิ์ส่วนนี้อาจจะรวมค่ารูปประกอบในกรณีที่จ้างทำพิเศษนอกกอง บรรณาธิการ ค่าจ้างแปลในกรณีหนังสือแปล โดยมากรวมๆกันแล้วสำนักพิมพ์จะควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ให้สูงเกินไปนัก ก่อนนำมาคำนวณ

ต่อไปเป็นส่วนของการคิดคำนวณราคาหนังสือ

ต้นทุนการผลิตหนังสือเล่มหนึ่งขนาดพ็อคเก็ตบุ๊ค(A5) หนาประมาณ 150 หน้า พิมพ์กรีนรีดปกอาบมัน จำนวน 3,000 เล่ม ราคาต่อรองกันแล้วโรงพิมพ์พิมพ์ได้ที่เล่มละ 18 บาท

ส่วนลดร้านหนังสือ 30%
ค่าสายส่ง 40%
ค่าลิขสิทธิ์นักเขียน 10%

ให้ราคาปกหนังสือที่จะเท่าทุนพอดีเมื่อขายหนังสือหมดเป็น X บาท
จะคิดได้เป็น

x = 18 + 30x/100 + 40x/100 + 10x/100
x = 18 + 80x/100
x - 80x/100 = 18
20x/100 = 18
x = 90

(หากท่านอยู่เกินชั้นมัธยมต้นแล้วยังไม่เข้าใจ กรุณาปรึกษาอาจารย์คณิตศาสตร์ใกล้บ้านด่วน)

ดังนั้นราคาปกที่ถ้าขายหมดแล้วเท่าทุน คือเล่มละ 90 บาท แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสำนักพิมพ์ต้องเผื่อกำไรและเผื่อกรณีขายหนังสือได้ไม่หมดด้วย ไม่มีหนังสือเรื่องไหนพิมพ์ออกมาโดยหวังว่าจะขายหมดเกลี้ยงทันทีที่พิมพ์แม้ แต่แฮร์รี่พ็อตเตอร์เอง และสำนักพิมพ์ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงส่วนนี้ไว้ รวมถึงการต้องกันหนังสือบางส่วนไว้สำหรับอภินันทนาการนักเขียน ส่งไปยังสื่อมวลชนเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วย

สำนักพิมพ์ต่างๆจึงมักตั้งราคาส่วนเพิ่มไว้เผื่อการตีกลับขายไม่หมด กำหนดจุดคุ้มทุนไว้ที่ครึ่งหนึ่งของยอดพิมพ์ ดังนั้น หนังสือราคาต้นทุนผลิต 18 บาท ราคาขายหมดแล้วเท่าทุน 90 บาท จึงจะมีราคาปกที่แท้จริงที่ 180 บาท! ก็สิบเท่าของราคาทุนจากโรงพิมพ์พอดี

ถ้าจับพลัดจับผลูสำนักพิมพ์โชคดี หนังสือเกิดฮิตขึ้นมา ขายหมดเกลี้ยง สำนักพิมพ์ก็จะได้เงินทั้งหมดเป็นกำไรไปหมุนเวียนพิมพ์หนังสือเล่มต่อไป อย่างสายใจ ยิ่งถ้าได้พิมพ์ครั้งที่สอง ค่าเพลตก็จะลดลงเพราะใช้ของเดิมได้ กำไรก็จะเพิ่มขึ้นมาก แต่หนังสือมากกว่า 80% ที่ขายกันอยู่ตามแผงไม่เคยขายได้หมดถึงขั้นต้องพิมพ์ซ้ำหรอก ส่วนมาก็ต้องถูกตีกลับไปยังสำนักพิมพ์ให้หน้าเหี่ยวแห้งหัวโตกันทั้งนั้น สุดท้ายก็จะหลุดมาลงกระบะเลหลัง หรือร้านหนังสือเก่าตามระเบียบ เพื่อดึงเอาทุนคืนสักส่วนหนึ่งก็ยังดี ดังนั้นร้านหนังสือเก่าๆหรือกระบะเลหลังจึงมีหนังสือราคาถูกจนไม่น่าเชื่อ วางขายได้นั่นเอง

ส่วนการซื้อที่สำนักพิมพ์หรืองานหนังสือ สำนักพิมพ์ก็จะให้ส่วนลดเพิ่มครับโดยหักจากค่าส่วนลดร้านปลีกกับค่าสายส่งนี่เอง งานหนังสือสมัยก่อนถึงได้ลดกระหน่ำกัน 40-70% แต่หลังๆมาสนพ.ถูกสายส่งและร้านค้าปลีกประท้วง เลยลดราคาน้อยลง สนพ.ก็กินส่วนต่างฟรีๆ ถ้าเราซื้อตรงกับสนพ. ยกเว้นเวลาเลหลังที่เราจะได้ราคาถูกมากๆ

สนพ.ถึงอยากให้เราสมัครสมาชิก, ซื้อตรงผ่านเว็บ, ซื้อตามงานหนังสือไงครับ เพราะได้เงินสดทันทีมาหมุน โดยไม่ต้องรอเครดิตสายส่ง และได้กำไรเต็มๆด้วย

หนังสือที่ว่าๆแพงนั้น กลไกการตั้งราคาจริงๆก็มีคร่าวๆดังนี้ล่ะครับ ส่วนเรื่องกลเม็ดราคาลึกลับซับซ้อน สงสัยตรงไหนก็ถามๆมาได้ ถ้าผมพอจะไขข้อสงสัยได้ก็จะตอบให้ครับ

ขอบคุณ อ. แก้วกาญจน์ จูเจริญ คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สอนเรื่องนี้
พี่ๆในกองบรรณาธิการสนพ. อมรินทร์, แพรวสำนักพิมพ์, นานมีบุ๊คส์, ออนอาร์ทครีเอชั่น ในภาคปฏิบัติจริง.
คุณสุวดี และคุณคิม จงสถิตวัฒนา แห่งนานมีบุ๊คส์
คุณประภัสสร เสวิกุล, อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในส่วนของนักเขียน

Comment

Comment:

Tweet

สรุปทุนจริงๆ คือ 35% แค่เผื่อลดราคาไว้ 15% แล้วก็เผื่อหนังสือขายไม่หมด 50%

โอว เราว่างานหนักไม่ใช่สายส่งหรอก ไอ้เผื่อขายไม่หมดนี่ล่ะตัวดี ตั้ง 50% สายส่งคิดจริง ๆ แค่ 20-25% เอง

เคยถามพี่ที่รู้จักอยู่เหมือนกันว่า ต้นทุนจริง ๆ ถึง 50% ไหมพี่เขาบอกว่าไม่ถึงหรอก ตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจ ตอนนี้แจ่มแจ้งมาก

#67 By TooTked (180.183.144.71) on 2011-06-05 10:48

ตอนนี้ผมสั่งหนังสือทางเวปอย่างเดียวเลยครับ ลด 30% ตลอดปี และคิดว่าจะเลิกซื้อหนังสือออกใหม่ในงานหนังสือแล้ว ไปทำอย่างอืนเช่น ฟังสัมมนา หรือคุ้ยกองเลหลังเอา

#66 By Tomodachi on 2010-08-26 17:44

หนังสือบางสำนักพิมพ์โดยเฉพาะ สำนักพิมพ์ 1 วัน เป็นสำนักพิมพ์ที่ขายดีมากๆ โดยเฉพาะ นักเขียนฮอตฮิตทั้งหลาย พิมพ์แล้วพิมพ์อีก บางคนมากกว่า 5 ครั้ง ผมก็หนึ่งในนั้น ที่ซื้อ ยอมรับครับว่า นักเขียนของเขามีมุมที่แตกต่าง การเขียนสุดยอด แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงแพงโคตระ หนังสือดีๆ คนอ่านเยอะ น่าจะลดๆลงมาหน่อย เปิดโอกาสคนที่รายได้น้อยได้อ่าน ได้เก็บมันบ้าง พ็อคเกตบุ๊ค ราคาตั้งกะ ร้อยห้าสิบไปจนถึง สองร้อยกว่าบาท ถ้าจำไม่ผิดแต่ยอมรับว่าด้วยจำนวนหน้า และ คุณภาพกระดาษเขาขายแพงกว่าคนอื่นมาก เด็กๆ เยาวชน ที่ควรได้อ่าน กลับไม่ได้อ่าน เสียดายจริงๆ

#65 By เจ้าชายกบ (58.9.58.208) on 2010-08-06 23:36

เพิ่งมารักการอ่าน และจะรักต่อไปคะ

#64 By ดาว (125.27.213.212) on 2010-07-04 12:46

โอ้ มันเป็นเช่นนี้นี่เอง

แต่ตรงคำนวนข้างล่างมึนครับมึน ฮ่าๆๆ

Hot! Hot! Hot!

#63 By A r c h i r a on 2010-06-22 23:30

ถึงแพงยังไงแต่การที่ได้ซื้อหนังสือสักเล่มก็มีความสุขมากๆเลยนะคะพี่อุ้ย ไม่เคยคิดว่าเสียดายหรือได้ไม่คุ้มเสียเลยอ่ะ

ว่าแต่พี่อุ้ยมีหนังสือของพี่อุ้ยให้ทรายสักเล่มป่ะ 555+

#62 By dnzine108 on 2010-06-22 19:35

Hot! Hot!

#61 By เซงครับ on 2010-06-22 07:15

ขอบคุณสำหรับข้อมูลในวงการครับ คนนอกแทบไม่เคยได้รับรู้เลยทีเดียว Hot!

#59 By Tar on 2010-06-21 14:52

แพงเพราะคนไทยทั่วไปรายได้น้อย แค่ค่ากินค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็หมดแล้ว

#58 By โหมด on 2010-06-21 14:08

ขอบคุณมากเลยค่ะ
Hot!

#57 By Nicky on 2010-06-21 13:27

อืมๆๆๆ....ค่าขนส่งกินเยอะเลยอ่ะ...
ทำงานแทบตายเจอค่าส่ง...แอ้

#56 By เจ้นุช on 2010-06-21 13:20

เฮ้อ..ถึงจะรู้แบบนี้ แต่ถ้าเจอหนังสือที่ชอบ ก็ซื้ออยู่ดี ยอมจ่ายค่ะ แต่อยากให้ลดขนาดหนังสือลงมาหน่อยก็ดีนะคะ แบบว่าแบกใส่กระเป๋าแล้วมันหนักมากเลย

#55 By SweetPuff on 2010-06-21 08:44

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณมากๆนะคะ
สำหรับความรู้ดีๆเหล่านี้cry

#54 By : : p l o y d : : on 2010-06-20 21:51

อย่างนี้นี่เอง big smile Hot!

#53 By iDoi* on 2010-06-20 19:12

เพิ่งพูดถึงเรื่องนี้อยู่หมาดๆเลยค่ะ สงสัยอยู่ๆ ขอบคุณมากค่ะHot!

#52 By K.Millet on 2010-06-20 17:37

อื้อๆ เข้าใจแล้วละ =w=Hot!

#51 By คุณจี on 2010-06-20 16:49

Hot! Hot! Hot!

#50 By Alex on 2010-06-20 16:33

ใครก็ได้
คำนวนราคาต้นทุนของหนังสือประเภทขายหัวเราะที
กระผมตกเลขครับ

#49 By HILTER on 2010-06-20 16:22

มันต้องกระจายไปทั่วค่าขนส่งก็เลยแพงสุด

#48 By หมัดพเนจร on 2010-06-20 16:18

เยี่ยมยอด ชัดเจนมากHot! big smile

#47 By Ellebazi on 2010-06-20 15:51

ขอบคุณแก่ข้อมูลดีๆ ครับHot! Hot! Hot! big smile

#46 By lockman on 2010-06-20 15:46

น้ำแล้ง ต้นไม้ไม่โต กระดาษเลยไม่มี หนังสือเลยทำงาน
ปัจจัยการสงเคราะห์หมึกบางชนิดขาดแคลน
ลูกเจ้าของโรงพิมตกวิชา สปช.เพราะหาซื้อถั่วเขียวไม่ได้
เลยปิดโรงพิมพ์กินพิซซ่าปลอบใจลูก
ต่างชาติไม่เข้าไทย เนื่องจากปริมาณน้ำในอากา๋ศระเหยมาก เกิดความร้อน ไม่มีเงินหมุนในประเทศ
รัฐบาลหักผลกำไรจากประชาชนไม่ได้ ประชาชนยากจน ไม่มีเงินซื้อหนังสือ ร้านหนังสือจึงขั้นราคาเพื่อเอาตัวรอด หนังสือเลยแพง

#45 By ปลาวาฬ on 2010-06-20 15:43

เห็นภาพตามเป็นฉากๆเลยครับ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#44 By Faith on 2010-06-20 14:09

โอ้ว !! ดีจังเลยนะคะ Hot! big smile big smile
ข้อมูลเยอะมากครับHot! Hot!

#42 By Elta_kung on 2010-06-20 09:53

เพิ่งได้เข้าใจ
ขอบคุณค่ะ big smile Hot!

#41 By PunPrai on 2010-06-20 09:48

งั้นต่อไปถ้ามีคนใช้บริการการซื้อกับหนังสือพิมพ์โดยตรงมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะลดลงอีก แต่ร้านหนังสือคงแห้งเหี่ยวหัวโตไปด้วย เล่นเอาไม่รู้จะสนับสนุนวิธีไหนดีเลยค่ะHot!

#40 By talalan on 2010-06-20 09:14

ขอบคุณครับbig smile

#39 By ผู้เยี่ยมชม (124.122.8.119) on 2010-06-20 08:39

Hot!

#38 By วิชัย... on 2010-06-20 06:16

ได้ความรู้เพิ่มแล้วละสิ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ความจริงอันน่าเศร้า

#36 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2010-06-20 01:57

เป็นสิ่งที่อยากรู้มานานแล้ว ขอบคุณคะbig smile

#35 By ฃวด on 2010-06-19 23:38

Hot!

อ่านแล้วเข้าใจเ้ลย ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมมันแพงsad smile

#34 By poring-raider on 2010-06-19 23:18

เหมือนจะเคยอ่านที่พี่หยงเอามาลงไว้แล้ว
แต่ได้อ่านอีกทีก็ดีค่ะ big smile

#33 By Caje on 2010-06-19 22:39

ว้าววว อย่างนี้แสดงว่าสั่งซื้อกับทางสำนักพิมพ์โดยตรง ก็ได้ราคาถูกที่สุดแล้วสินะ

#32 By Nenuphar on 2010-06-19 22:30

Hot!

อ่านแล้วเข้าใจสายการผลิต เลย

#31 By - dyuke - on 2010-06-19 22:03

Hot! Hot! Hot!
กำลังบ่นกับเพื่อนพอดีเลย ๕๕ๆๆ

#30 By praewiiz on 2010-06-19 22:01

วาว...ดีจังเลยค่ะ เข้าใจแล้ว T vT แบบนี้ถ้าเป็นเจ้าของร้านเองจะดีกว่าไหมหน๋อ Hot!

#29 By c h r o s on 2010-06-19 21:53

อย่างนี้นี่เอง
sad smile Hot!

#28 By คุณผู้ช่วย on 2010-06-19 21:11

สรุปคือ งานหนังสือเป็นอะไรที่แจ่มที่สุดสินะคะ
ถ้าไม่นับการสมัครสมาชิก

เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าต้นทุนมันเท่าไหร่แน่
อ่านเอนทรีนี้แล้วชัดเลย - -+

Hot! Hot! Hot!

#27 By [chibi] Fairy ~* on 2010-06-19 20:50

เรื่องนี้ก็พอจะรู้มาบ้าง แต่ยังไงก็อดใจไม่ซื้อไม่ได้อยู่ดีHot!

#26 By oOvievvOo on 2010-06-19 20:39

เข้าใจแจ่มแจ้ง
ขอบคุณสำหรับความรู้นะฮับbig smile Hot!

#25 By InsanityNUTz papanutty on 2010-06-19 20:06

มีประโยชน์มากครับ

ที่บ้านผมก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์เหมือนกัน ก็จะมีมุมมอง มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าขนส่งพวกนี้อยู่เนืองๆ

ขอบคุณที่เอามาสรุปให้ฟังจ้า confused smile

Hot!

#24 By Zieghart on 2010-06-19 19:37

ไม่ค่อยสงสัยเท่าไร
เพราะเดี๋ยวนี้อะไรก็แพง Hot!

#23 By Critical#Zeed on 2010-06-19 19:34

ได้ความรู้มากเลยค่ะ เราเป็นคนที่หมดเงินไปกับค่าหนังสือหลักหมื่นบาท เรื่องใก้ลตัวจริง ๆ Hot! Hot! Hot!

#22 By nicky on 2010-06-19 19:28

ในหนังสือบางเล่ม คุณค่าของหนังสือกับจำนวนที่จำกัดเป็นตัวกำหนดราคาด้วยครับ

เมื่อวานผมไปดูงานที่ TCDC หนังสือเทรนบุ้คเขาเล่มละ 1 แสน ให้ผมมาดู ไม่กล้าเปิดอ่านเลย 555+

#21 By Alitalia Francaise on 2010-06-19 18:42

เรื่องราวมันเป็นการชะนี้นี่เอง

#20 By มนุษย์กล่อง on 2010-06-19 18:35

อ่านแล้วอยากเกิดเป็นลูกหลานเจ้าของโรงพิมพ์รายใหญ่เลยครับ จะได้อ่านหนังสือใหม่ ๆ ฟรี ๆ เพราะคงต้องมีพิมพ์เผื่อเสีย เผื่อพลาดอยู่แล้ว

#19 By เจ้าชายน้อย on 2010-06-19 18:27

Hot! Hot!

#18 By Captain'pommommam on 2010-06-19 18:18