Recommend

แด่ วอลเตอร์ ครอนไคต์ – คนข่าวเจ้าสังเวียน



ในยุคที่นักข่าวหน้าจอทีวีของประเทศ ไทยกลายเป็นนักเล่าข่าว เอาหนังสือพิมพ์ฉบับเช้ามากางแผ่หราบนจอสกรีนดิสเพลย์ราคาแพงอย่างไม่ เสียดายประสิทธิภาพที่แท้จริงของมัน ต้นฉบับของคนข่าวหน้าจอโทรทัศน์คนหนึ่งซึ่งเป็นตำนานก็ได้ล่วงลับจากโลกนี้ ไปในวัย 92 ปี ทิ้งไว้แต่รอยประวัติศาสตร์ของจิตวิญญาณ “ผู้ประกาศข่าว” ที่จะกล่าวขานต่อกันไปอีกช้านาน



วอลเตอร์ ครอนไคต์ ผู้ประกาศข่าวขวัญใจชาวอเมริกันจากสถานี TBS คนสำคัญที่เข้าไปอยู่ในบทเรียนวิชานิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์แทบทุกสำนัก ตั้งแต่บนแผ่นดินแม่อย่างอเมริกาจนถึงไทย ผู้เป็นหลักหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงลักษณะการทำข่าวโทรทัศน์ จากการนั่งอ่านข่าวที่แจกมาโดยภาครัฐ หรือสำนักข่าวใหญ่ๆ ไปเป็นการเกาะติดสถานการณ์จริงในสถานที่เกิดเหตุ รายงานสดสู่สายตาประชาชน ปรับปรุงการนำเสนอ “ความจริง” ของข่าวโทรทัศน์โดยเน้นความฉับไวทั้งภาพและเสียงซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ สื่อโทรทัศน์ให้โดดเด่นขึ้นเหนือวิทยุและหนังสือพิมพ์แบบเดิมๆ อเมริกันชนทุกคนที่เกิดทันยุคนั้นคงจำประโยครายงานเด็ดๆของวอลเตอร์ได้ เช่น

“ที่นี่รายการข่าวคั่นเวลากับสถานี CBS ที่ดัลลัส เท็กซัส และนี่คือวอลเตอร์ ครอนไคต์ ท่านประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกยิงครับ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะบนรถเปิดประทุน”

“ขณะนี้ที่คิวบา สหภาพโซเวียตกำลังลำเลียงขีปนาวุธเข้ามาติดตั้งในพื้นที่ โลกกำลังตกอยู่ในวิกฤตสงครามนิวเคลียร์”

“เราทำสงครามไปเพื่ออะไรที่เวียดนาม ผมไม่เข้าใจการมองโลกในแง่ดีของเหล่าชนชั้นนำในวอชิงตัน ดี ซี เอาเสียเลย”




ความโชกโชนของการทำงานในชีวิตของวอลเตอร์ ครอนไคต์ เริ่มตั้งแต่สมัยเขายังหนุ่ม เขาเป็นนักข่าวสงครามที่ฝ่าลูกกระสุนของนาซีในภาคพื้นยุโรประหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2 ร่วมกระโดดร่มพร้อมกับกองพลร่มที่ 101 ในภารกิจมาร์เก็ต การ์เดน และสมรภูมิแห่งบัลจี เมื่อสงครามสิ้นสุด เขาเข้าไปทำข่าวศาลอาชญากรสงครามแห่งนูเรมเบิร์กก่อนจะย้ายไปประจำกรุงมอ สโคว์อีก 2 ปี และเมื่อถึงสงครามเวียดนาม เขาพร้อมทีมข่าวของ CBS ก็บุกไปถึงเวียดนามใต้เพื่อค้นหาความจริงที่ถูกฝ่ายรัฐซ่อนอยู่ ถามถึงความจำเป็นที่แท้จริงของสงคราม เขาผ่านเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์มาทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 การลงจอดของอพอลโล 11 วิกฤตนิวเคลียร์คิวบา การลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี้ สงครามเวียดนาม จนถึงคดีอื้อฉาววอเตอร์เกตของประธานาธิบดีนิกสัน



ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างทรหด วอลเตอร์แสดงให้เราเห็นถึงความทระนงของคนข่าว ที่ยืนหยัดต่อต้านทั้งนายทุนและอำนาจรัฐในการนำเสนอสิ่งที่ถูกต้อง เขากล่าวต่อต้านบุหรี่ ชี้ให้เห็นพิษภัยของมันทั้งๆที่บริษัทบุหรี่ชื่อดังอย่างวินสตันเป็นผู้สนับ สนุนรายการ CBS Morning news อย่างแยบคายด้วยการเปลี่ยนคำในประโยคเล็กน้อย ในยุคที่เขาเป็นผู้ประกาศข่าวหลัก CBS Evening news กลายเป็นรายการที่มีผู้ชมสูงที่สุดในอเมริกา และสูงที่สุดในโลกเมื่อเขารายงานข่าวการลงจอดของยานอพอลโล 11 ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969



แต่วอลเตอร์ไม่หวังจะเข้าไปมีผลประโยชน์ทางการเมือง แม้เขาจะมีอิทธิพลมากถึงขั้นที่ประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน ต้องโทรศัพท์มาบริภาษในวันที่เขารายงานข่าวเรื่องสงครามเวียดนามว่า “ครอนไคต์ คุณทำให้ผมเสียคะแนนจากชาวอเมริกาภาคกลางไปทั้งหมด” และประธานาธิบดีจอห์นสันก็ไม่ได้รับเลือกตั้งในการลงสมัครครั้งต่อมา เขาดำรงตนในฐานะนักข่าวชั่วชีวิต สร้างบรรทัดฐานของคนข่าวที่ไม่ยำเกรงสถานีหรือรัฐบาล เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจของนักข่าวทั่วโลกเช่นเดียวกับโจเซฟ พูลิตเซอร์ นิตยสารไทม์ส ยกย่องวอลเตอร์ว่าเป็นคุณลุงของอเมริกา และเป็นบุคคลที่ชาวอเมริกันไว้วางใจที่สุด เมื่อเขาตัดสินใจเกษียณจากงานในวัย 65 สถานี CBS พยายามรั้งตัวเขาไว้แต่วอลเตอร์ก็ไม่แยแส และเปรียบเทียบตัวเองเป็นรองเท้าคู่เก่าที่ชาวอเมริกันใส่จนคุ้นชินแล้ว และเขาก็ไม่อยากเป็นรองเท้าอีกต่อไป ในวาทะสุดท้ายของการจัดรายการทาง CBS เขาทิ้งภาระอันยิ่งใหญ่นี้ให้แก่ แดน ราเธอร์ ผู้ประกาศข่าวที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของวงการโทรทัศน์ในเวลาต่อมา



หลังจากเกษียณในปี 1981 วอลเตอร์อุทิศเวลาของเขากับการเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ The reporter’s life และคอลัมน์เล็กๆน้อยๆลงในหนังสือพิมพ์ที่แสดงความคิดเห็นอิสระต่อภาครัฐและ เศรษฐกิจ สนับสนุนประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม และการจัดตั้งรัฐบาลโลกที่มีอำนาจจำกัดโดยอาศัยรูปแบบของรัฐบาลสหพันธ์ของ สหรัฐอเมริกา กล่าวประณามสงครามอิรักของประธานาธิบดีบุชผู้ลูกตั้งแต่ต้น และกล่าวย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคอลัมน์ของเขาที่บล็อกของ huffington post สนับสนุนการสร้างไร่กังหันลมที่มาร์ธา’ส ไวน์ยาร์ด และต่อต้านการครอบงำสื่อของรูเพิร์ต เมอร์ด็อค ราชาสื่อชาวออสเตรเลียอย่างรุนแรง



วอลเตอร์เป็นนักข่าวที่ทำงานด้วยใจและจิตวิญญาณตลอดชีวิต เขาสิ้นลมอย่างสงบในวัย 92 ปี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2009 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 40 ปี แห่งการยิงจรวดส่งยานอวกาศอพอลโล 11 ขึ้นสู่ดวงจันทร์ และเป็นรายงานข่าวที่ทำให้ครอนไคต์โด่งดังขึ้นสู่สายตาของอเมริกันชนด้วย ฝีมือการเขียนบทข่าวที่ NASA ยกย่องว่าเป็นการรายงานข่าววิทยาศาสตร์อวกาศที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ชีวิตและผลงานของวอลเตอร์ ครอนไคต์ เป็นชีวิตของนักข่าวที่นักข่าวทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักข่าวโทรทัศน์หรือหนังสือ พิมพ์พึงยึดไว้เป็นแบบอย่าง เพราะว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นนักข่าวคือความเชื่อถือของประชาชน และการจะได้มาซึ่งความเชื่อถือนั้น ต้องได้มาด้วยการนำเสนอ “ความจริง”

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.time.com/time/nation/article/0,8599,1911501,00.html
http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1006043-00.html
http://tunedin.blogs.time.com/2009/07/19/walter-cronkite/?iid=sphere-inline-bottom
http://www.metacafe.com/watch/333041/walter_cronkite_jfk/
http://www.nytimes.com/2009/07/18/us/18cronkite.html?_r=1&pagewanted=all
http://www.imdb.com/name/nm0004847/
http://www.huffingtonpost.com/walter-cronkite

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้าเป็นบ้านเรา คงไปเล่นการเมืองแหงๆ

#1 By chubby on 2009-07-21 09:04

ชื่นชอบค่ะHot!

#2 By Pat on 2009-07-21 09:17

เออ...เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้
แต่นักข่าวประเทศนี้อ่ะ..... ช่างศีรษะมันเหอะ sad smile

#3 By Zeren on 2009-07-21 16:59

อ่านแล้วอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก

#4 By Fernall on 2009-07-21 19:45

โคตรเท่...โคตรเท่เลยครับลุง

RIP นะครับ m(_ _)m

ลป. ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่ฝากไว้ในเอนทรี่มุขศาสตร์ครับ เมื่อยมือแย่เลยสิเนี่ย sad smile

Hot!
ชอบนะคะ

ขอบคุณสำหรับแหล่งที่มาด้วยค่ะ แว้บไปตามแหล่งที่มา

#6 By นักข่าวสาว (61.90.16.231) on 2009-10-19 18:27