[เศรษฐศาสตร์สบายๆ]ภาษีเหล้า-บุหรี่ ของตายที่อาจไม่ตายจริง
posted on 15 May 2009 15:03 by terasphere in Special-Report
ว่างงานช่วงบ่ายหน่อยนึง เลยเอาเวลามาเขียนเรื่องสั้นๆที่สัญญาว่าจะเขียนมาก่อนดู เกี่ยวกับเรื่องภาษีบาป(เหล้า-บุหรี่)
ภาษีเหล้า-บุหรี่นี่เป็นแหล่งรายได้แรกๆที่ทุกรัฐบาลคิดจะขูดเมื่อปิดหีบงบประมาณไม่ลง
เพราะทุกคนคิดอยู่แล้วว่าเป็นของไม่ดี เสพติด เป็นโทษ สมควรลดการบริโภค จะโขกภาษีแพงๆก็ไม่น่าเกลียด
จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง(http://dwfoc.mof.go.th/menu2.htm) ในปี 2551
ประเทศไทยเก็บภาษีบาป เหล้า เบียร์ บุหรี่ได้ 130,732.52 ล้านบาท คิดเป็น 7.12% ของรายได้ภาครัฐทั้งหมด
กล่าวคือทุกเงิน 100 บาทของเงินเดือนข้าราชการ(แน่นอน แม้กระทั่งเงินนิตยภัติของพระภิกษุ) มันเป็นเงินภาษีจากเหล้าและบุหรี่ไป 7 บาท
นับว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศอีกทางหนึ่ง

ตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่สอนตามชั้นปี 1 ของมหาวิทยาลัย สินค้าประเภทบุหรี่และเหล้า นับเป็นสินค้าชนิดมีความยืดหยุ่นต่ำมาก(low-elasticity)
คือไม่ว่าราคาสูงเท่าใด คนก็ยังไขว่คว้ามาหาสูบหาดื่ม เพราะมันติดแล้วต้องหาเสพต่อไป
จึงดูสมเหตุสมผลว่า ถึงขึ้นภาษีเท่าไร รัฐบาลก็เหมือนได้สองเด้ง
เด้งแรกคือเงินภาษีที่จะเก็บเข้าคลังได้มากขึ้น
เด้ง
ที่สอง ถ้าคนเบื่อเหล้าเบื่อบุหรี่ราคาแพง ไม่มีเงินซื้อ
ก็ต้องเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ เป็นผลดีต่อประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น
ลดอัตราอุบัติเหตุ ลดค่าอุปกรณ์การแพทย์ ฯลฯ
ดูเหมือนว่าการขึ้นภาษีเหล้าและบุหรี่เหล่านี้จะดีทั้งขึ้นทั้งล่อง
แต่
ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่สมการบนแผ่นกระดาษ
ช่องโหว่ที่น่ากลัวที่สุดและมักถูกยกมาเป็นกรณีศึกษาบ่อยที่สุดในเหตุการณ์
ที่ขัดแย้งกับตรรกะเศรษฐศาสตร์คือ
"ของเถื่อนหนีภาษี"
เมื่อผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างของถูกกฎหมาย กับของที่ข้ามมาจากเขตอื่นที่เสียภาษีน้อยกว่ามากจนคุ้มค่าความเสี่ยงก็
ดึงดูดให้คนธรรมดาที่ไม่ใช่นักค้าของเถื่อนมืออาชีพ
กล้าเสี่ยงหอบหิ้วเอาบรรดาเหล้านอกและบุหรี่จากบรรดาด่านชายแดนทั้งหลายเข้า
มาขายมากกว่าจะเอาเข้ามาใช้สูบดื่มกันเองตามปกติ



ที่มาภาพจากผู้จัดการออนไลน์ และสำนักข่าวไทย
ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นรุนแรงในยุค "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า" ของรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณยุคนั้นภาษีเหล้าและบุหรี่ในไทยสูงมากจนจูงใจให้ชาวบ้านตามชายแดนข้ามไปซื้อของจากอีกฝั่งประเทศมาฝากขาย หรือแม้แต่การค้าหนีภาษีขนาดใหญ่ในตัวเมืองหาดใหญ่ยุคนั้น... ที่ใครไปเที่ยวก็ต้องหิ้วเหล้าหิ้วบุหรี่มาเป็นลังๆ
นอกจากจะเก็บภาษีไม่ได้ตามคาดแล้ว เงินยังรั่วไหลออกนอกประเทศไปกับบุหรี่และเหล้าเถื่อนนี้อย่างน่าเสียดายต่อมาเมื่อการเปิดเสรีทางการค้าเป็นสมัยนิยม กำแพงภาษีต่างๆรวมถึงเหล้าและบุหรี่ก็ผ่อนคลายลง ประกอบกับการตรวจจับอย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สรรพสามิต ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ปัญหาของเถื่อนเริ่มคลี่คลาย
ใน
ยุคที่รัฐบาลปิดหีบไม่ลง(อีกแล้ว)
อันมาจากปัญหาเศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างรุนแรง
ประกอบกับภาวะการเมืองผันผวนทำให้การจัดเก็บรายได้ภาครัฐลดฮวบฮาบเพราะเก็บภาษีจากภาคธุรกิจจริงไม่ได้ตามเป้า จึงหันมาหาของตายอย่างภาษีเหล้า-บุหรี่ หวังว่าจะควบคุมตำรวจและเจ้าหน้าที่สรรพสามิตให้ช่วยกันสอดส่องดูแล อย่าเปิดทางให้ขบวนการค้าของเถื่อนอาละวาดอีกก็แล้วกัน
ไม่งั้น.... ของตายอาจดิ้นหนีกระเด็นหลุดมือคว้าได้แต่ลม
*หมายเหตุ ผู้เขียนแพ้กลิ่นเหล้า แพ้ควันบุหรี่ และสะใจมากเมื่อขึ้นภาษีเหล้าและบุหรี่สูงๆ แต่มาเขียนอธิบายเพื่อชี้ช่องโหว่ทางเศรษฐศาสตร์ของการเก็บภาษีนี้ครับ
ชี้อย่างเห็นได้ชัดมาก
รอดูสถานการณ์ต่อไป
#1 By SEsai*im อิ่มๆ on 2009-05-15 15:43