Recommend

เอ็นทรี่นี้เขียนขึ้นเพราะอยากอภิปรายกับคุณ house

บทความต่อไปนี้ได้แรงบันดาลใจจากบทนำของ Logic of Life : เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต
โดยทิม ฮาร์ฟอร์ด แปลโดยสฤณี อาชวนันทกุล สนพ. มติชน 2552



เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ เรียบเรียง

ปัญหาการเมืองมากมายในประเทศไทยที่ดูไร้จุดเริ่มต้นและจุดจบ มักสรุปกันง่ายๆว่าเกิดจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมืองไร้อุดมการณ์ที่ ผ่านการเลือกตั้งมาได้โดยการซื้อเสียง และเหมารวมเอาง่ายๆว่า ชาวบ้านในชนบทหรือแหล่งชุมชนเสื่อมโทรมภายในเมืองนั้นเป็นพวก โง่ จน เจ็บที่ยอมขายสิทธิ์ขายเสียงของตนแลกกับเงินเพียงน้อยนิดในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง

เมื่อสมมติฐานตั้งขึ้นโดยอาศัยแนวคิดตามที่ว่ามา วิธีแก้ก็คงไม่พ้นตำราที่นักเรียนชั้นประถมต้องท่องจำไปกากบาทตอบตอนสอบปลายภาคว่า
กาข้อ ง. งู "ต้องปลูกฝังจิตสำนึกให้เคารพเสียงของตนเอง"
ตั้งคำขวัญขู่ให้กลัวแบบ "ขายเสียง ขายสิทธิ์ เหมือนขายชีวิต ขายชาติ"
หรือคำขวัญเชิดชูความดีแบบ "คนดีไม่ขายเสียง"
แต่ไปๆมาๆ ปลูกฝังจิตสำนึกมาในตำราเรียนเป็นสิบๆปี การซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไปจากแผ่นดินประเทศไทยได้

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านลบภาพสุดขั้วทั้งสองข้างของความเป็นชุมชนชนบททิ้งไปก่อนที่จะพิจารณาตามนะครับ
ข้างหนึ่งคือชุมชนอุดมคติแบบ "พอเพียง" ที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้แก่กันตลอด เข้าวัดทำบุญไม่ขาด งานหลวงงานราษฎร์พึ่งพาอาศัยกันได้
อีกข้างหนึ่งคือชุมชน "โง่ จน เจ็บ" แล้งซ้ำซาก นายทุนข่มเหงรังแก ข้าราชการทุจริต อิทธิพลมืดเต็มเมืองบีบบังคับเพราะ ถ้าชุมชนสุดขั้วแบบแรกมีจริง "รัฐ" และ "ระบบเลือกตั้ง" ย่อมไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาโดยสิ้นเชิง ที่นั่นจะกลายเป็นแดนพระศรีอาริย์นอกโลกไปเลย เลือกใครก็ไม่มีผลกระทบ
ส่วนชุมชนสุดขั้วแบบที่สอง หากมีจริงย่อมค่อยๆล่มสลายลงจากการอพยพย้ายถิ่นฐาน ไม่สามารถคงอยู่ได้ยาวนานจนก่อปัญหาต่อเนื่อง

แล้วทำไมคนยังขายเสียงทั้งๆที่รู้ว่า เลือกตั้งไปแล้วเหล่า ส.ส. นั้นก็เข้าไปทุจริต?
มีคำอธิบายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่น บุญคุณ การช่วยเหลือเฉพาะพื้นที่ การระดมเครือข่ายญาติพี่น้องฯลฯ
หากมองง่ายๆ ให้ "คะแนนเสียง" มีค่าเป็นสินค้าขายในตลาดที่ชื่อว่า "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร"
ผู้สมัคร ส.ส. ทุกคน "ซื้อ" ในราคาต่างๆกัน และวิธีการต่างๆกัน
วิธีการซื้อเสียงที่ถูกกฎหมายที่สุด คือ "นโยบาย"
รองลงมาคือการใช้วาทศิลป์จูงใจให้เชื่อ ให้ชอบผู้สมัคร หรือว่าซื้อเสียงด้วยความรักนั่นแหละ
สองวิธีดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย เพราะผู้สมัครไม่มีต้นทุนต้องจ่ายที่เห็นได้ชัดเจนเพื่อจะได้รับเลือกตั้ง
เมื่อไม่มีต้นทุน ก็เชื่อได้ว่าไม่ต้องถอนทุน(ส่วนในความเป็นจริงก็เห็นถอนกันทุกพรรค ทุกรัฐบาล)

ส่วน วิธีที่ผิดกฎหมายต่างๆที่กกต. ประเทศไทยระบุไว้ในกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญที่ยิบย่อยยุบยับก็มีตั้งแต่ ขนคนไปลงคะแนนเสียง, แสดงมหรสพ,จนถึงขั้นที่เรียบง่ายที่สุดอย่างแจกเงินพร้อมนามบัตรหรือหมายเลข!(อาจจะเย็บติดกันทีละ 120 ก็ได้กระมัง)

คนเมืองกรุงย่อมขายเสียงของตนให้สองวิธีนี้มากกว่า(แน่นอนว่า ส.ส. ที่สมัครกรุงเทพฯคงไม่ออกแจกเงินทื่อๆ)
เราจึงต้องมาดูที่ต่างจังหวัดที่ถูกคนกรุงเหยียดหยามเสมอว่าชอบขายเสียง(โดยเฉพาะบนเวทีชุมนุมทางการเมือง) เมื่อมองด้านเศรษฐศาสตร์ การซื้อเสียงด้วยเงินสดนั้นเป็นการลงทุนที่ขาดทุนล่วงหน้าโดยสิ้นเชิง
ส่วนการขายเสียงก็ดูไร้เหตุผลเหลือเกินถ้าคิดว่าในอนาคตอาจจะได้คนที่ดีมาบริหารงานมากกว่าคนซื้อเสียงด้วยเงิน
แต่ความไร้เหตุผลดังกล่าวอาจดูสมเหตุสมผลขึ้นมาบ้างถ้า....

1. ผู้ขายเสียง "ไม่เชื่อ" ว่า "นโยบาย" ที่ผู้สมัครใช้หาเสียงจะทำได้จริง
และ 2. ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับความนิยมชมชอบส่วนบุคคลมากพอที่จะชักจูงให้ชุมชนลงคะแนนเสียงให้
เมื่อทั้ง"ไม่เชื่อ"และ"ไม่ชอบ" และ "มีเหตุอันควรเชื่อ" ว่า เลือกใครเข้าไปก็มีผลเท่ากัน คือ ทุจริต
การรับเงินมากากบาทลงไปให้ใครสักช่องก็ไม่มีความเสียหาย แถมยังได้ประโยชน์จากเงินซื้อเสียงด้วย
ถ้าไม่รับเงิน เท่ากับถูกทุจริตแล้วยังไม่ได้เงินคืนมาสักเบี้ยเดียว ไม่คุ้ม!!!

อาจจะคิดเป็นสมการความคุ้มค่าของขายเสียงได้ว่า

ขายเสียง = (นโยบาย+ความชอบบุคคล) - เงินสด

ถ้าความหวังในนโยบาย หรือความชอบบุคคลมีค่ามากกว่าเงินใบแดงๆม่วงๆ ผลของการขายเสียงจะเป็นบวก (ถูกกฎหมาย)ส่วนถ้านโยบายสิ้นหวัง แถมไม่ชอบผู้สมัคร ผลออกมาก็เป็นลบ (เอาเงินคุ้มกว่า)
ใน เมื่อตลอด 75 ปีของประชาธิปไตยไทย ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนแปรสภาพนโยบายให้เป็นรูปธรรมทั่วทั้งประเทศได้(ไม่ นับบรรหาร เอ๊ย สุพรรณบุรี)
ค่าของตัวแปรนโยบายจึง = 0 มาเสมอ

กรณีดังกล่าวเราคงพบกันมากในเขตภาคอีสานที่ถูกกล่าวหามาตลอดว่า "ขายสิทธิ์ขายเสียง" มาก
ถึง ขั้นว่าสมัยก่อนโน้นกล่าวขวัญกันถึงผู้สมัครประเภท "หมาหลง" คือพกกระเป๋าเจมส์บอนด์บรรจุเงินมาเต็มกระเป๋า แล้วเอามาแจกให้หัวคะแนน ก็พร้อมจะได้รับเลือกตั้ง ด้วยสาเหตุว่าผู้สมัครลูกหม้ออีสานมีน้อยเพราะ คนในพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน ส่วนใหญ่ ไม่มีค่านิยมส่งลูกหลานให้เรียนกฎหมาย เรียนปกครอง หรือส่งเสริมให้เป็นนักการเมือง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ตั้งแต่ช่วงยุคคอมมิวนิสต์ ที่นักศึกษาปัญญาชน และนักการเมืองชาวอีสานถูกกวาดล้างฆ่าตายใต้เงื้อมมือมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปเสียมาก(ถวิล อุดล, ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, เตียง ศิริขันธ์, จำลอง ดาวเรือง นักการเมืองระดับรัฐมนตรีถูกยิงตายด้วยฝีมือ "โจรใต้?" ที่บางเขน) และไม่นิยมคนพูดมาก (นอกจากอาชีพบันเทิงอย่างหมอลำ) รังเกียจอาชีพทนาย(มีผญา/คำพังเพย/เรื่องตลกเสียดสีมากมาย) จน ถึงวันนี้อัตราคนอีสานในคณะประเภทรัฐศาสตร์-นิติศาสตร์ ก็ดูน้อยกว่านักศึกษาจากภาคใต้อยู่มาก(ไม่เชื่อไปดูซุ้มในรามฯและชุมชนหน้า รามฯ)

ซึ่งหลักฐานที่พิสูจน์สมมติฐานนี้ อาจเห็นได้จากการได้รับเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องของนักการเมืองเก่าแก่อย่าง แคล้ว นรปติ(ขอนแก่น) หรือ พ.อ. สมคิด ศรีสังคม(อุดรธานี) ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.(ตามรัฐธรรมนูญ 2540) ที่บริสุทธิ์ปราศจากการซื้อเสียง(อย่างน้อยก็เท่าที่เคยทราบมา) แสดงว่าหากชาวอีสานตกลงใจรักใครแล้ว ก็จะเลือกคนนั้นไม่ว่าจะมีใครเอาเงินมาซื้อเสียง เพราะการได้คนที่ชอบเป็น ส.ส. มาคอยดูแลช่วยเหลือ คุ้มค่ากว่าได้เงิน หรือถ้าเปรียบเทียบกับจังหวัดในภาคใต้ ก็เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเลือกมาตลอดไม่ว่านโยบายรัฐจะเป็นอย่างไร

และ หลักฐานที่ข้อที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2548 พรรคเดียวที่ไม่ซื้อเสียงในหลายจังหวัดภาคอีสานแต่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด คือพรรคไทยรักไทย เพราะพรรคไทยรักไทยสามารถผูกติดคะแนนเสียงกับนโยบายของ พรรค แปรเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งมา
(ผมไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ความดีความเลวของนโยบาย การทุจริตเชิงโครงสร้างหรือตัวหัวหน้าพรรคนะครับ)
เมื่อนโยบายแบบประชานิยมเข้าถึงผลประโยชน์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้สมัคร ส.ส. ในแต่ละเขตคอยหว่านเงิน การซื้อเสียงแบบทื่อๆอย่างการแจกเงินก็ไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ
ผู้ สมัครพรรคอื่นๆที่พยายามใช้วิธีดั้งเดิมก็เสียเงินฟรี บางบ้านใจถึงก็ส่งคืนต่อหน้า แต่ส่วนใหญ่รับมาแล้วก็กาไทยรักไทย(ฮา - บ้านผมยังเก็บซองใส่เงินของบางพรรคไว้เลย) เป็นแนวโน้มที่ดีว่าแต่ละพรรคการเมืองต้องใช้นโยบายที่เป็นจริงเป็นจัง และสร้างระบบการตลาดมารองรับประชาชนส่วนใหญ่ของสังคม เพื่อ "ซื้อเสียง" อย่างถูกต้องตามกฎหมายและส่งผลดีต่อประเทศไทยโดยรวม

น่า เสียดายที่ปัญหาการเมือง การทุจริตของทักษิณ ชินวัตร ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงขับไล่ ถึงขั้นเกิดรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ทิ้งไป ตั้งรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติมาแทน ถ้าให้สมการความคุ้มค่าของการซื้อเสียงเป็น

ซื้อเสียง = (เงินที่ซื้อ+โอกาสที่ได้รับเลือกตั้ง) - ความเสี่ยงการถูกจับ

มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เรื่องการยุบพรรค ถือว่าเป็นมาตรการเพิ่มต้นทุนความเสี่ยงของพรรคการเมืองในการซื้อเสียงทาง ตรงให้สูงขึ้น พรรคการเมืองต้องชั่งใจว่า โอกาสถอนทุนเมื่อซื้อเสียงและได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อหักลบกับความเสี่ยงทั้งใบแดงและการยุบพรรค
(ผมไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ความชอบธรรมในการตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญ ณ ที่นี้นะครับ)
ถ้าไม่คุ้ม ผู้สมัครก็คงไม่คิดจะจ่ายเงินซื้อเสียง หรือถ้าคุ้มเสี่ยง เมื่อเขาเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วก็จะถอนทุนคืนอย่างมหาศาล
ตามสมการ

เงินถอนทุน = [(เงินซื้อเสียง+ความเสี่ยงในการซื้อเสียง)*ความโลภ]/สภาพเศรษฐกิจของประเทศ

จะเห็นได้ว่า ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้พรรคการเมือง พรรคการเมืองหรือผู้สมัครถ้าซื้อเสียงสำเร็จก็จะเทความเสี่ยงนั้นคืนสู่ประชาชนดังนั้น การแก้ปัญหาที่ผู้ซื้อ ย่อมไม่ยั่งยืนเท่าแก้ที่ผู้ขายเสียง
คือการบังคับให้นโยบายของพรรคการเมืองต้องได้ผลจริงนั่นเอง


อย่าง ไรก็ตาม การซื้อเสียงด้วยเงินไม่ได้แปรผันตรงกับการทุจริตเสมอไป คนที่ไม่ซื้อเสียงเลย ใช้แต่นโยบายหรือวาทศิลป์ย่อมทุจริตได้ด้วยเช่นกัน
(คดีสปก., ปรส., ผักสวนครัวรั้วกินได้, เปิดเสรี BIBF, ให้สัมปทานบางจาก เหล่านี้ล้วนอยู่ในรัฐบาลที่อ้างว่าสุจริตไม่ซื้อเสียง หรือแม้แต่รัฐบาลทหารจากการปฏิวัติเองก็ยิ่งทุจริตกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงครั้งหน้า)
ปัญหาการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงสมควรต้องแยกออกจากการซื้อเสียงไปอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณคุณ house ที่มาร่วมถกประเด็นครับ

ผมเห็นด้วยกับการเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้คิดถอนทุน(คือลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต)ครับ แต่ไม่เห็นด้วยกับโทษที่ลงกับผู้ซื้อเสียง เพราะการซื้อเสียงไม่ได้หมายความว่าคนที่ซื้อเสียงจะทุจริตสำเร็จ

และการแบนนักการเมืองทุจริต ควรทำจริงครับ(เช่นเดียวกับสส.อุดรทุจริตยาที่เจอทั้งคุกทั้งแบน)

อย่างที่บอกไปแล้วว่า กรณีทุจริตต้องมองแยกจากการซื้อเสียงไปต่างหากน่ะครับ

ส่วนความขัดแย้งของแว่นสองสี(ยังกะเรื่องสั้นเยอรมันที่เพิ่งอ่านมาเร็วๆนี้) ผมพยายามมองในแง่ดีว่า มันจะกลายเป็นพัฒนาการที่สำคัญของประชาธิปไตยไทยครับ เพราะทุกชาติที่มีระบอบเลือกตั้งแบบนี้ย่อมมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ และจะแสดงออกมาในการเลือกตั้งแต่ละครั้งผ่านการรณรงค์หาคะแนนเสียง และเริ่มจะก้าวหน้าไปในทางที่พรรคสองขั้วออกนโยบายคนละด้านมาประชันกัน

แต่พรรคฝ่ายค้านก็ต้องมีความสามารถค้นข้อมูลมาแสดงให้ประชาชนเห็นมากกว่าใช้วาทศิลป์โจมตี กางหนังสือพิมพ์ด่า หรือร่วมกับม๊อบ นะครับ....(แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยปัจจุบันที่เป็นฝ่ายค้านก็เช่นกัน)

ปัญหาหนักอกของการเมืองไทยคือ มันมีกลุ่มอำนาจแอบแฝงที่พร้อมจะสั่งรถถัง กับกองทหารพร้อมปืนกลโหนกระแสออกมาทำลายระบบได้ทุกเมื่อน่ะสิครับ 19 กันยายนก็เป็นหลักฐานสำคัญทีเดียว....

ผมชอบนะเทร่า แต่มีจุดน่าสนใจอีกสองสามจุด

จุดแรกคือ เราไม่มีวิธีรับประกันว่า นโยบาย "ต้องได้ผล" จุดที่สองคืออาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ในการเพิ่มต้นทุนของการถอนทุนด้วย เพราะความสำเร็จเชิงนโยบายไม่ได้รับประกันว่า นกม จะไม่ถอนทุน

ถ้าความเสี่ยงของการถอนทุนสูง(เช่น เด้งทันที ห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต /ยึดทรัำพย์แบบติดตัวถึงลูก และ ปรับเป็นทวีคูณของมูลค่าทุจริต) ทางเลือกที่สวยกว่า ของนักการเมืองจะกลายเป็น ไม่ซื้อเสียง-ไม่กิน แล้วบีบให้ไปเกิดการแข่งขันที่นโยบายแทน*

*ผมห่วงกรณี ทรท สถานการณ์ที่เลวร้ายใน ปัจจุบัน เกิดขึ้น เพราะนโยบายประสบความสำเร็จ ในขณะที่ขบวนการถอนทุนก็เป็นล่ำเป็นสัน แล้วก็เลยเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบาย กับคนที่ไม่ได้รับประโยชน์ แว่นตาสองสี ระหว่าง ผลประโยชน์ กับ โกง ก็เลยตีกัน

เราอาจต้องแก้ไขใหม่ การยุบพรรคควรกระทำได้ยาก แต่คนที่โดนโทษควรจะต้องออกจากระบบไปเลย อย่างน้อยก็ระยะเวลาหนึ่ง

เอ้อ ผมยังไม่ได้อ่าน Logic of life เลยอะsad smile

#2 By house on 2009-05-12 10:48

แวะมาอ่านเฉยๆ แต่ไม่ค่อยมีความเห็น ไม่เชี่ยวเรื่องนี้เท่าไหร่
แต่เทร่าดูเหมือนมองอะไรๆได้ลึกซึ้งดี

#1 By Detonator on 2009-05-11 22:06