Recommend

"These are days when many are discouraged. In the 93 years of my life,
depressions have come and gone. Prosperity has always returned and will again."


John D. Rockefeller, On the day of Wallstreet Crash, October 29 1929.

“มีหลายครั้งที่หลายคนรู้สึกย่ำแย่, ในชีวิต 93 ปีของข้าพเจ้า
ภาวะตกต่ำมาแล้วผ่านไป ความมั่งคั่งกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ทุกครั้งคราว”


จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์, กล่าวถึงวันที่ตลาดหุ้นล่มสลาย 29 ตุลาคม 1929


โลกาภิวัตน์มิได้เริ่มต้นในทศวรรษ 1990 อย่างที่เรารู้จักกัน
เมื่อวาสโก ดา กามาเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปผ่านมาถึงอินเดีย
เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เหยียบพื้นทรายแห่งหมู่เกาะเวสต์ อินดีส
เมื่อเฟอร์ดินานด์ แม็กเจลเลน แล่นเรือข้ามผ่านสามเหลี่ยมปากแม่น้ำริโอ เดอ ลา ปลาตา
ลัทธิพาณิชยนิยมและการค้าข้ามทวีป นักบุกเบิกทั้งหลายก็ได้เริ่มรุ่งอรุณของโลกาภิวัตน์
ไปพร้อมๆกันกับการเชื่อมสายใยทางเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าหากันด้วยเรือปืนและศาสนา


Image
เซอร์ จอห์น บาวริง ผู้นำพาณิชยนิยมและโลกาภิวัตน์ระลอกแรกมาสู่ประเทศสยาม

สนธิสัญญาเบาว์ริงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เปิดประตูประเทศไทยสู่ภาวการณ์แข่งขันกับตลาดโลก
และความผันผวนของโลกก็กระทบกับภาวะเศรษฐกิจในไทยมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าการเสียรายได้จากอากรขนอนน้ำขาเข้า
ทำให้ต้องส่งออกสินค้าอย่างไม้สัก งาช้าง และข้าว เพิ่มปริมาณขึ้นแบบทวีคูณ
นอกจากนี้ไทยยังต้องนำเข้าสินค้าด้านเทคโนโลยี อาวุธ
การจ้างนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพัฒนาและบริหารประเทศในตำแหน่งสำคัญๆ
เช่นตำแหน่งที่ปรึกษาประจำกระทรวงต่างๆ และการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยของเหล่าผู้มีฐานันดร
ทำให้เงินตราสำรองของไทยลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ฝรั่งเศสหลังเหตุการณ์ร.ศ. 112
เงินถุงแดงที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสะสมไว้ถึงสามหมื่นชั่งในพระคลังข้างที่ถูกใช้จ่ายจนหมด
และงบประมาณแผ่นดินก็ติดลบถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสิน
ดังพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสตอนหนึ่งความว่า

Image
เหรียญกษาปณ์ทองคำรูปนกอินทรีเม็กซิโก ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเก็บสำรองไว้ในถุงแดง

"…ในเวลาครึ่งปีต่อมา เงินภาษีอากรก็ลดเกือบหมดทุกอย่าง ลดลงไปเป็นลำดับ จนถึงปีมะแม ตรีศก (พ.ศ. ๒๔๑๔)
เงินแผ่นดินที่เคยได้อยู่ปีละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ชั่งนั้น เหลือจำนวนอยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่ง
แต่ไม่ได้ตัวเงินกี่มากน้อย แต่เงินเบี้ยหวัดปีละ ๑๑,๐๐๐ ชั่ง ก็วิ่งตาแตก ได้เงินในคลังมหาสมบัติ
ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่วิ่งมาหาเป็นพื้น นอกนั้นก็ปล่อยค้าง ที่ได้เงินตัวจริงมีประมาณ ๒๐,๐๐๐ ชั่งเท่านั้น ...
เงินไม่พอจ่ายราชการต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพมาจนปีมะแมนี้ (พ.ศ.๒๔๑๔) เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ชั่ง
เพราะเหตุเช่นนี้ หม่อมฉันจึงนิ่งอยู่ไม่ได้ จับจัดการคลังมหาสมบัติ..."

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงปฏิรูประบบภาษีอย่างเข้มแข็งด้วยการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์
ตรา ประมวลรัษฎากรเพื่อจัดเก็บภาษีเข้าท้องพระคลังอย่างเต็มที่แต่ก็มิได้ช่วย เหลือภาวะเงินคงคลังของสยามให้พ้นจากภาวะวิกฤตได้มากเท่าใดนัก
ประเทศสยามติดค้างยอดเงินกู้จากธนาคารอังกฤษกว่า 5 ล้านปอนด์เพื่อใช้จ่ายเป็นงบประมาณแผ่นดิน ซื้อคืนระบบรถไฟ
และ จ่ายค่าจ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ ในยุคที่ 1 ปอนด์สเตอร์ลิงแลกเป็นเงินไทยได้ 10 บาท และเงินเดือนข้าราชการชั้นเอกอยู่ที่เดือนละ 12 บาทเท่านั้น
เมื่อปลายรัชกาลถึงกับมีบันทึกสนธิสัญญายกดินแดนปักษ์ใต้(ปะลิส ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู)ให้อังกฤษเพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้

เมื่อย่างเข้าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรายจ่ายประจำปีงบประมาณยิ่งขาดดุล
ทำให้มีพระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ ยกเลิกการเกณฑ์แรงงานจากหลวงโดยชายฉกรรจ์อายุ 20-60 ปีทุกคนต้องจ่ายเงินปีละ 6 บาท
ซึ่งสมัยนั้นข้าวสารราคาถัง(20 ลิตร)ละ 50 สตางค์ สั่งห้ามนำเงินออกนอกประเทศ ออกธนบัตรแทนเหรียญเงิน
หลอมเหรียญเงินออกไปซื้อดอลลาร์สหรัฐแล้วซื้อทองคำแท่งเก็บสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตรา
เมื่อไทยผูกอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรากับเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ แต่เศรษฐกิจอังกฤษเสียหายมหาศาลจากสงครามโลกครั้งที่ 1
ทำให้เงินบาทสยามอ่อนค่าลงตามไปด้วย ประกอบกับภาวะสงครามทำให้ทุกชาติชะลอการนำเข้าสินค้า
ดุลการค้าของสยามจึงขาดดุลมากขึ้นสะสมกันทบทวีตามเวลาที่ผ่านไป จนถึงขั้นต้องยุบกรมทหารรักษาวัง ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2468
กู้เงินจากอังกฤษเพิ่มในอัตราร้อยละ 6 ต่อปีอีก 3 ล้านปอนด์ ตัดทอนงบประมาณรายจ่ายและปลดข้าราชการกว่าร้อยละ 10
เมื่อรวมยอดเงินกู้ทั้งหมดแล้ว สยามมีหนี้สาธารณะกว่า 15 ล้านปอนด์เมื่อสิ้นรัชกาล
และเมื่อเข้าสู่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงเป็นลำดับ
และถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression) จนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

Image
ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค ปี พ.ศ. 2472

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้นมีที่มาจากความล่มสลายของฟองสบู่การเงินในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกาที่ตั้งอยู่บนถนนวอลล์สตรีต
ทศวรรษที่ 1920(ช่วงพ.ศ. 2463-2472) ได้รับสมญาว่า roaring twenties หรือยุคยี่สิบฟู่ฟ่า
อัตราการเกิดที่พุ่งสูงและความต้องการสินค้าของโลกเพื่อทดแทนกำลังการผลิตของเหล่าจักรวรรดิอาณานิคมในยุโรปที่เสียหายจากภาวะสงคราม
ทำให้เหล่านักอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาเร่งผลิตสินค้าออกสู่ตลาดโลก อีกทั้งนวัตกรรมใหม่ๆในระบบอุตสาหกรรม
เช่น ระบบสายพานการผลิต(Assembly line) การคิดค้นหลอดไฟฟ้า ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ระบบเศรษฐกิจของอเมริกามากขึ้นจนเกิดฟองสบู่ในตลาด การเงิน
บรรษัทเงินทุนและธนาคารต่างๆปล่อยเงินกู้ให้ภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐโดยไม่มีข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพียงพอจากภาครัฐ
เนื่องจากแนวคิดตลาดเสรีที่รัฐไม่ควรมีบทบาทหรือมีบทบาทน้อยที่สุดของมิลตัน ฟรีดแมน เป็นแนวคิดกระแสหลักของระบบเศรษฐกิจโลกสมัยนั้น

เมื่อบริษัทที่นำนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้อย่าง Genaral Electric หรือ Ford เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
นักลงทุนต่างมั่นใจว่าตนเองจะต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า จึงแห่เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทต่างๆจนทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อธนาคารและบรรษัทลงทุนเห็นกำไรจึงเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ทั้งยังนำเงินทุนของตนเองที่ได้จากเงินฝากของประชาชนเข้าไปเก็งกำไรด้วย เกิดการเพิ่มตัวคูณในระบบการเงิน (Multiplying Leverage)
จน ทำให้เงินในระบบมีมากกว่าสินทรัพย์ทุนที่แท้จริงกว่า 20 เท่า ประมาณการกันว่า ครึ่งหนึ่งของพลเมืองอเมริกันในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 ถือหุ้น
หรืออยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับหุ้น ความเฟื่องฟูของตลาดหลักทรัพย์ที่เกินจริงและไม่สัมพันธ์กับการจ้างงานในภาค เศรษฐกิจจริง(Real Sector)
นำมาซึ่งความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์อย่าง จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ แต่เหล่านักลงทุนที่หลงระเริงอยู่กับตัวเลขบนกระดานหลักทรัพย์ก็มองข้ามไป เสีย
จนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2472 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อุตสาหกรรมนิวยอร์คหรือดาวโจนส์เริ่มร่วงจากดัชนีสูงสุดที่ 381.17 จุด
ตาม ด้วยวันจันทร์และอังคารที่ 28 และ 29 ตุลาคม ที่ดัชนีดาวโจนส์หล่นลงมาวันละ 10% ติดต่อกัน จากนั้นเหล่าธนาคารและบรรษัทเงินทุนก็เริ่มเรียกเงินกู้กลับคืน
นักลงทุนทั้งหลายต้องการเงินสดก็ยิ่งต้องการขายหุ้นที่ตนเองถือไว้ในมือ หรือที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือชอร์ตเซลหุ้นเพื่อหวังกำไรเงินสด
ซึ่งยิ่งเป็นการกดราคาหุ้นของบริษัทอุตสาหกรรมให้ต่ำลงกว่าเดิม และต้องเพิ่มทุนตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์
แต่ไม่มีธนาคารหรือบรรษัทเงินทุนใดปล่อยกู้ เกิดเป็นกับดักสภาพคล่องและต้องล้มละลาย อัตราการว่างงานพุ่งสูง
ส่วนเงินทุนของประชาชนที่ลงทุนไว้ในหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็หายไปกลายเป็นแผ่นกระดาษเปล่า
ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำยาวไปถึงค.ศ. 1933 และกว่าจะฟื้นขึ้นมาในระดับเดิมก็ล่วงไปถึงปี ค.ศ. 1954 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

Image
ความรุ่งเรืองและตกต่ำของดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ในรอบ 15 ปี

เมื่อหัวรถจักรเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างสหรัฐอเมริกาเริ่มหยุดชะงัก
ธนาคารและบรรัทการเงินทั่วโลกต่างระแวงกันไม่ปล่อยกู้ เกิดสภาพเงินฝืด(Deflation)
ประเทศต่างๆตั้งกำแพงภาษีศุลกากร(tariff) เพื่อปกป้องพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมภายในประเทศ
การค้าระหว่างประเทศลดลงไปพร้อมกับ GDP ของประเทศต่างๆ
ก่อกำเนิดลัทธิชาตินิยมใหม่และพรรคเผด็จการอย่างฟาสซิสต์และนาซี
แม้ว่ารัฐบาลของแฟรงคลิน ดี รูสเวลต์จะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายนิวดีล (New Deal)
เพิ่มการผลิตและการจ้างงานภาครัฐ ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แผนใหม่ของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์อันเลื่องชื่อ
แต่การฟื้นฟูที่แท้จริงกลับมีสาเหตุจากอุตสาหกรรมที่ได้รับผลประโยชน์จากสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งปะทุขึ้นในปี พ.ศ. 2482

Image
ฝูงชนที่กำลังกราดเกรี้ยวและสิ้นหวังหน้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค 28 ตุลาคม 2472

Image
ป้ายโฆษณาให้กำลังใจคนตกงานของหอการค้าอเมริกัน

ผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการล่มสลายของฟองสบู่การเงินดังกล่าวเข้ามาถึงสยามอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะเมื่อสยามขาดดุลงบประมาณและปราศจากเงินทุนคงคลังสำรองที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจให้รับมือกับภาวะผันผวนของตลาดโลก
สินค้าออกของไทยต้องเผชิญกับกำแพงภาษีไม่สามารถส่งออกนำเงินตราเข้ามาพยุงภาวะเศรษฐกิจได้ การใช้จ่ายของประชาชนลดลง
ธนาคารและบรรษัทเงินทุนต่างชาติที่รับฝากเงินของประชาชนชาวไทยล้มละลาย
รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
เริ่มจากการลดเงินงบประมาณรายจ่ายส่วนพระองค์จาก 12 ล้านบาทต่อปี เป็น 6 และ 3 ล้านบาทต่อปีตามลำดับ
ตัดเบี้ยหวัดเงินปีที่พระราชทานให้แก่พระบรมราชวงศ์
ยุบรวมกระทรวงต่างๆ เช่น ยุบกระทรวงทหารเรือ กระทรวงมุรธาธิการ ยุบมณฑลจาก 14 มณฑลเหลือ 10 มณฑล
ยุบจังหวัดจาก 79 จังหวัดเหลือ 70 จังหวัด ยุบกำลังพลในกองทัพจาก 10 กองพล เหลือ 2 กองพลในปีพ.ศ. 2474

ตัดงบประมาณรายจ่ายของนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงในต่างประเทศ และปลดข้าราชการที่ทำราชการอยู่นาน หรือข้าราชการในตำแหน่งซ้ำซ้อน
เรียกว่าการดุลยภาพ ซึ่งผู้ถูกปลดเรียกกันง่ายๆว่า “ถูกดุน”


เหล่าข้าราชการ ทหาร และนักเรียนทุนต่างประเทศที่ถูกปลด ถูกลดเงิน ช่วงภาวะที่รัฐบาลสยามขาดเงินทุนคงคลังเหล่านี้เอง
ที่มาเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
การเริ่มต้นของคณะราษฎรเกิดจากการเรียกร้องค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสขณะนั้นของสามัคยานุเคราะห์
สมาคมนักเรียนสยามในกรุงปารีสว่า เอกอัครราชทูตสยามเก็บกักเงินไว้ไม่จ่ายให้นักศึกษาตามอัตราที่เหมาะสม
ทั้งๆที่รัฐบาลหรือทางบ้านของนักศึกษาเหล่านั้นส่งเงินมาให้อย่างเพียงพอ จึงถวายฎีการ้องทุกข์แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
และก่อตั้งคณะราษฎรขึ้นอย่างเป็นทางการที่บ้านพักถนน Rue du Somerard ในปี พ.ศ. 2470
ผู้ก่อตั้งแรกเริ่มมี 7 คนได้แก่ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี นายทหารกองหนุน อดีตผู้บังคับหมวดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์รัชกาลที่ 6
ร.ท. แปลก ขีตตะสังคะ นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส
นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์ หลวงสิริราชไมตรี ผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส
นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ นายปรีดี พนมยงค์ ดุษฎีบัณฑิตกฏหมายฝ่ายนิติศาสตร์ ฝรั่งเศส


Image
ผู้ก่อตั้งคณะราษฎร จากฝรั่งเศส

เมื่อนักเรียนต่างประเทศเหล่านั้นทั้งสายทหารและพลเรือนกลับเข้ามารับราชการในประเทศไทย
ได้ติดต่อกับกลุ่มนายทหารผู้เสียหายจากนโยบายดุลยภาพ และผู้กุมกองกำลังชั้นปฏิบัติการอย่าง
พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา รองจเรทหารบก กับ พ.อ. พระยาทรงสุรเดช เสนาธิการโรงเรียนนายร้อย
พ.อ.พระยาฤทธิอาคเนย์ และ พ.อ. พระประศาสน์พิทยายุทธ เรียกกันว่าเป็น 4 ทหารเสือของคณะราษฎรในยุคนั้น

Image
สี่ทหารเสือคณะราษฎร พระยาทรงสุรเดช พระยาหลพลพยุหเสนา พระยาฤทธิอัคเณย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธตามลำดับ

แม้ว่ารัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพยายามตัดค่าใช้จ่ายอย่างถึงที่สุด แต่ก็ไม่เพียงพอ
เนื่องจากแผ่นดินพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สร้างหนี้สาธารณะไว้เพื่อการพระราชนิยมต่างๆเป็นอันมาก ทั้งกิจการละคร กิจการลูกเสือ
การ สร้างพระตำหนักและพระราชฐานตามหัวเมือง โดยเฉพาะการพระราชทานฐานันดรยศ เบี้ยหวัด บ้านพัก หรือที่ดินให้แก่มหาดเล็กและข้าราชการรับใช้ใกล้ชิดคนสนิท
เช่น ทรงพระราชทานบ้านนรสิงห์แก่เจ้าพระยารามราฆพ พร้อมเบี้ยหวัดเงินปีซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าระบุไว้ในพระราช พินัยกรรมว่าห้ามตัดทอน
หรือความขุ่นเคืองของข้าราชการที่ถูกดุลยภาพว่า ผู้รับใช้ใกล้ชิด มีเส้นสายกับองค์อภิรัฐมนตรีต่างๆ
เช่น พระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือพระเจ้าพี่ยาเธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
ไม่ถูกดุลยภาพเหมือนข้าราชการกลุ่มอื่น
เจ้า นายผู้เป็นทหารกุมกำลังหลักอย่างพระองค์เจ้าบวรเดชก็มีข้อขัดแย้งถึงขั้นบุก เข้าไปกราบทูลถามในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเหตุปลดยุบกองพล
และถูกจับตามองว่าอาจก่อการกบฏ จนทำให้เหล่าผู้บริหารบ้านเมืองในรัฐบาลมองข้ามนายทหารและพลเรือนกลุ่มหนุ่มของคณะราษฎรไปเสีย
แม้ก่อนวันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองสองวัน มีสายจากสันติบาลรายงานถึงกรมพระนครสวรรค์วรพินิตผู้กุมกำลังป้องกันพระนครว่า
กลุ่มนายทหารที่นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา และร.ท. ประยูร ภมรมนตรี จะก่อปฏิวัติ แต่พระองค์ก็มิได้ใส่ใจและหัวเราะเป็นนัยว่า
ทั้งสองนายทหารนั้นพระองค์เห็นมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีทางคิดก่อการล้มพระราชวงศ์ได้

แน่นอนว่าพระองค์ทรงคิดผิดและการคิดผิดครั้งนี้เองที่ทำให้พระองค์ทรงต้องลี้ภัยไปประทับอยู่ ณ เมืองบันดุง เกาะชวา จนสิ้นพระชนม์ชีพ

Image
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475

และแล้วการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็เริ่มต้นขึ้นและจบลงภายในวันเดียว

โดยจุดประสงค์เป้าหมายหลักที่คณะราษฎรใช้โจมตีรัฐบาลคือความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ
ดังปรากฏในคำประกาศคณะราษฎร ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ตอนหนึ่งว่า

"...เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราช สมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น
แต่การณ์หาเป็นไปตามความหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม
ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร
ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ
หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร
ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในความตกต่ำในเศรษฐกิจ
และความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้
การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์นี้มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้างข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์
เพราะฉะนั้นแทนที่จะช่วยราษฎรกลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น
กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัว ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แต่น้อยเลือดตาแทบกระเด็น
ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา
แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุขไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้
นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร
มีเป็นต้นว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่
มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน
ว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่
เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่
เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่
เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน........

ประเทศสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเปลี่ยนระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ
หรือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรก แก่ปวงชนชาวไทย
โดยมีพระราชปรารภลงท้ายในโทรเลขทรงประกาศสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 ว่า

"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจ ที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป

แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ

เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"

ในรัฐธรรมนูญดังกล่าวระบุให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งชาติสยาม
แต่ความวุ่นวายจากการแย่งชิงอำนาจภายหลังก็เปิดโอกาสให้ระบอบทหารนิยมเข้ามาครอบงำประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่เท่านั้น
ยังส่งผลต่อความเชื่อ อุดมการณ์การเมือง และโครงสร้างการปกครองขั้นพื้นฐานของประเทศไปพร้อมๆกัน
วิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกชาติ ประเทศหนึ่งๆไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเกิดจากประเทศอื่นๆ
ได้ตราบเท่าที่เครือข่ายการค้าและความสัมพันธ์ยังโยงใยกันอยู่อย่างไม่อาจตัดขาด
เมื่อนักลงทุนในวอลล์สตรีตสร้างความผิดพลาดครั้งใหญ่ ประเทศสยามจึงได้รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยมาด้วยเหตุเช่นนี้เอง


บรรณานุกรม

จิรวัฒน์ รจนาวรรณ. 23 สุดยอดผู้นำรัฐบาล อดีต-ปัจจุบัน. กรุงเทพมหานคร. 2532
นายหนหวย(นามแฝง). เจ้าฟ้าประชาธิปก ราชันผู้นิราศ. โอเดียนสโตร์. กรุงเทพฯ. 2530
ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 46.
สุพจน์ ด่านตระกูล. สืบต่อเจตนารมณ์ 24 มิถุนายน 2475. กรุงเทพฯ. มปป.
สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปกครองระบบรัฐสภา.
10 ธันวาคม 2523.

http://www.english.uiuc.edu/maps/depression/about.htm
http://www.english.uiuc.edu/maps/depression/photoessay.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/The_great_depression
http://en.wikipedia.org/wiki/Stock_market_crash
http://www.todaysteacher.com/TheGreatDepressionWebQuest/BriefOverview.htm
http://www.latimes.com/business/la-fi-depression20mar20,1,394668,full.story

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยิ่งอ่านประวัติการเมืองไทยตั้งแต่2475
ยิ่งเห็นความซ้ำซากอย่างไม่น่าเชื่อ
เหตการเดิมๆแต่เปลี่ยนตัวละครและรายละเอียดนิดหน่อย

แล้วก็ได้ผลลัพทธ์เดิมทุกครั้งไป.ปืนสีเขียวและพรรคเก่าแก่


#1 By garun on 2008-12-10 16:01

Hot!

---
http://arthuran.net

#2 By Arthuran on 2008-12-10 17:00

Hot!
เหมือนพึ่งจะเห็นวัฏจักรซ้ำรอยไปสดๆ ร้อนๆ ครับ
ยามมีเงินทองจ่ายคล่องอิ่มหมีพีมัน ก็จูบปากกันดี
ยามเงินทองร่อยหรออดๆ อยากๆ ก็ออกมา....open-mounthed smile

#3 By chubby on 2008-12-10 20:07

Hot! Hot!

History repeats itself.

#4 By house on 2008-12-10 23:05

Hot! Hot! Hot! Hot!

หึๆ

#5 By Repentant on 2008-12-10 23:30

Those who cannot remember the past are condemned to repeat it.

#6 By Limpet Drone on 2008-12-11 01:26

เซ็งๆกะการเมือง

#7 By jingledog-jinglecat on 2008-12-11 20:25

การเมืองบ้านเราด็เป็นเรื่องที่ต้องคอยดูกันต่อไป

ขณะที่การศึกษาของเรายังไม่ส่งเสริมการเรียนประวัติศาสตร์และหนังสือประวัติศาสตร์ยังมีแต่บทสรรเสริญพระบารมี เหตุการณ์ก็จะวนซ้ำๆอยู่นั่นHot!

#8 By อากุง on 2008-12-11 20:37

Hot!

อยากลองไปอยู่สมัยพระมหากษัตริย์ปกครอง...

แต่ว่าประวิติศาสตร์มักจะลงแบบเดิมๆ

คิดถึงตอนที่กรุงอยุธยาแตกเลย เพราะคนไทยไม่สามัคคีกัน มีสายบอกข้าศึก

สมัยร.7 คนไทยก็ล้มล้างกันเองอีก ยังมีอีกหลายๆสมัยที่แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองเสียหายเพราะคนในชาติไม่รักกัน

ทำไมเราต้องทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยนะ

#9 By Iphigenia on 2008-12-11 21:19

ดีที่ธุรกิจเราไม่ขึ้นกับเรื่องพวกนี้..โล่ง
Hot! Hot!

หึๆด้วยอีกคน

#11 By Elta_kung on 2008-12-11 22:08

Hot! Hot!

อ่านแล้วได้ความรู้เยอะเลย..แต่ เอ่อ ... แอบมึนนิดหน่อย ประมาณว่า ไม่ได้เรียนมาลึกมาก อ่านไปต้องหยุดทำความเข้าใจก่อน แล้วค่อยอ่านต่อ

sad smile

(พอกันทีกับข่าวการเมือง)

#12 By HeDw!g on 2008-12-11 22:27

...แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"

เคยมีรัฐบาลที่ทำได้จิงๆป้ะเนี่ย
Hot!

#13 By ชุน on 2008-12-11 22:49

วนไปวนมา ซํ้าไปซํ้ามา ... open-mounthed smile

#14 By six on 2008-12-11 23:28

#9 ปัญหาของชาติมันไม่ตื้นแค่นั้นน่ะสิ
ลงชื่ออ่าน

#16 By ซูเนะโอะ on 2008-12-12 00:45

^
^
มีเป็นต้นว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่
มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน
ว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่
เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่
เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่
เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน........



เป็นประโยคที่เราอ่านแล้วสนใจมากเลย
คำว่าโง่ แท้จริงอาจเพราะยังไม่ได้รับการศึกษา
อันนั้นเห็นด้วยนั่นก็เป็นสิ่งที่เคยคิดอยู่
แต่เรื่องที่ว่าพูดแล้วไม่ทำออกมาจริงๆ ในบางครั้งมันคงมีข้อจำกัดที่ทำออกมาไม่ได้มากกว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอยู่ร่วมกันในสังคมจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ก็คงต้องใส่ใจสภาพรอบด้านที่มีผลกระทบนั่นหล่ะ

Hot! เขียนงานละเอียดดีจังเลย
ขอบคุณสำหรับอาหารสมองค่ะ question
Hot!

ไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากผลประโยชน์

#18 By on 2008-12-12 09:06

Hot! สนุกแฮะ

#19 By Now listen, Yo ! on 2008-12-12 13:11

รู้สึกเหมือนไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ไกลแค่ไหน ก็ต้องเดินกลับมาผ่านจุดเดิมทุกครั้งยังไงไม่รู้sad smile

#20 By Lullaby-nocturne on 2008-12-12 15:56

ได้ความรู้ใหม่ ๆ อีกแล้วสาธุ Hot!

#21 By mahaoath on 2008-12-12 20:56

Hot! Hot! Hot!

#23 By Little Lamb on 2008-12-14 11:36

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความที่นำมาแบ่งปันให้กันbig smile

#24 By โปรแกรมบัญชี (58.9.157.136) on 2009-01-13 23:51