Recommend

"These are days when many are discouraged. In the 93 years of my life,
depressions have come and gone. Prosperity has always returned and will again."


John D. Rockefeller, On the day of Wallstreet Crash, October 29 1929.

“มีหลายครั้งที่หลายคนรู้สึกย่ำแย่, ในชีวิต 93 ปีของข้าพเจ้า
ภาวะตกต่ำมาแล้วผ่านไป ความมั่งคั่งกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ทุกครั้งคราว”


จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์, กล่าวถึงวันที่ตลาดหุ้นล่มสลาย 29 ตุลาคม 1929


โลกาภิวัตน์มิได้เริ่มต้นในทศวรรษ 1990 อย่างที่เรารู้จักกัน
เมื่อวาสโก ดา กามาเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปผ่านมาถึงอินเดีย
เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เหยียบพื้นทรายแห่งหมู่เกาะเวสต์ อินดีส
เมื่อเฟอร์ดินานด์ แม็กเจลเลน แล่นเรือข้ามผ่านสามเหลี่ยมปากแม่น้ำริโอ เดอ ลา ปลาตา
ลัทธิพาณิชยนิยมและการค้าข้ามทวีป นักบุกเบิกทั้งหลายก็ได้เริ่มรุ่งอรุณของโลกาภิวัตน์
ไปพร้อมๆกันกับการเชื่อมสายใยทางเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าหากันด้วยเรือปืนและศาสนา


Image
เซอร์ จอห์น บาวริง ผู้นำพาณิชยนิยมและโลกาภิวัตน์ระลอกแรกมาสู่ประเทศสยาม

สนธิสัญญาเบาว์ริงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เปิดประตูประเทศไทยสู่ภาวการณ์แข่งขันกับตลาดโลก และความผันผวนของโลกก็กระทบกับภาวะเศรษฐกิจในไทยมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าการเสียรายได้จากอากรขนอนน้ำขาเข้าทำให้ต้องส่งออกสินค้าอย่างไม้สัก งาช้าง และข้าว เพิ่มปริมาณขึ้นแบบทวีคูณ
นอกจากนี้ไทยยังต้องนำเข้าสินค้าด้านเทคโนโลยี อาวุธ การจ้างนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพัฒนาและบริหารประเทศในตำแหน่งสำคัญๆ เช่นตำแหน่งที่ปรึกษาประจำกระทรวงต่างๆ และการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยของเหล่าผู้มีฐานันดรทำให้เงินตราสำรองของไทยลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ฝรั่งเศสหลังเหตุการณ์ร.ศ. 112 เงินถุงแดงที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสะสมไว้ถึงสามหมื่นชั่งในพระคลังข้างที่ถูกใช้จ่ายจนหมด และงบประมาณแผ่นดินก็ติดลบถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสิน

ดังพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสตอนหนึ่งความว่า

Image
เหรียญกษาปณ์ทองคำรูปนกอินทรีเม็กซิโก ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเก็บสำรองไว้ในถุงแดง

"…ในเวลาครึ่งปีต่อมา เงินภาษีอากรก็ลดเกือบหมดทุกอย่าง ลดลงไปเป็นลำดับ จนถึงปีมะแม ตรีศก (พ.ศ. ๒๔๑๔) เงินแผ่นดินที่เคยได้อยู่ปีละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ชั่งนั้น เหลือจำนวนอยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่ง
แต่ไม่ได้ตัวเงินกี่มากน้อย แต่เงินเบี้ยหวัดปีละ ๑๑,๐๐๐ ชั่ง ก็วิ่งตาแตก ได้เงินในคลังมหาสมบัติ
ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่วิ่งมาหาเป็นพื้น นอกนั้นก็ปล่อยค้าง ที่ได้เงินตัวจริงมีประมาณ ๒๐,๐๐๐ ชั่งเท่านั้น ...
เงินไม่พอจ่ายราชการต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพมาจนปีมะแมนี้ (พ.ศ.๒๔๑๔) เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ชั่ง
เพราะเหตุเช่นนี้ หม่อมฉันจึงนิ่งอยู่ไม่ได้ จับจัดการคลังมหาสมบัติ..."

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงปฏิรูประบบภาษีอย่างเข้มแข็งด้วยการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ ตราประมวลรัษฎากรเพื่อจัดเก็บภาษีเข้าท้องพระคลังอย่างเต็มที่แต่ก็มิได้ช่วย เหลือภาวะเงินคงคลังของสยามให้พ้นจากภาวะวิกฤตได้มากเท่าใดนัก ประเทศสยามติดค้างยอดเงินกู้จากธนาคารอังกฤษกว่า 5 ล้านปอนด์เพื่อใช้จ่ายเป็นงบประมาณแผ่นดิน ซื้อคืนระบบรถไและ จ่ายค่าจ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติ ในยุคที่ 1 ปอนด์สเตอร์ลิงแลกเป็นเงินไทยได้ 10 บาท และเงินเดือนข้าราชการชั้นเอกอยู่ที่เดือนละ 12 บาทเท่านั้น
เมื่อปลายรัชกาลถึงกับมีบันทึกสนธิสัญญายกดินแดนปักษ์ใต้(ปะลิส ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู)ให้อังกฤษเพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้

เมื่อย่างเข้าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรายจ่ายประจำปีงบประมาณยิ่งขาดดุล
ทำให้มีพระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ ยกเลิกการเกณฑ์แรงงานจากหลวงโดยชายฉกรรจ์อายุ 20-60 ปีทุกคนต้องจ่ายเงินปีละ 6 บาท ซึ่งสมัยนั้นข้าวสารราคาถัง(20 ลิตร)ละ 50 สตางค์ สั่งห้ามนำเงินออกนอกประเทศ ออกธนบัตรแทนเหรียญเงิน หลอมเหรียญเงินออกไปซื้อดอลลาร์สหรัฐแล้วซื้อทองคำแท่งเก็บสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตรา

เมื่อไทยผูกอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรากับเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ แต่เศรษฐกิจอังกฤษเสียหายมหาศาลจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เงินบาทสยามอ่อนค่าลงตามไปด้วย ประกอบกับภาวะสงครามทำให้ทุกชาติชะลอการนำเข้าสินค้า ดุลการค้าของสยามจึงขาดดุลมากขึ้นสะสมกันทบทวีตามเวลาที่ผ่านไป จนถึงขั้นต้องยุบกรมทหารรักษาวัง ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2468 กู้เงินจากอังกฤษเพิ่มในอัตราร้อยละ 6 ต่อปีอีก 3 ล้านปอนด์ ตัดทอนงบประมาณ