Recommend

ขณะที่บ้านเมืองไทยยังสับสนไม่รู้จะปกครองด้วยระบบใด ม๊อบก็ยังปักหลักอยู่ทำเนียบไม่ยอมเลิกรา
พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังต่อรองผลประโยชน์ไม่เสร็จ ฝ่ายค้านก็มัวแต่รอใช้เกมการเมืองหาทางเป็นรัฐบาล

วันจันทร์ที่ผ่านมา (15 ก.ย.) เกิดวิกฤตขึ้นในวงการเงินสหรัฐอเมริกา สื่อสายการเงินต่างประเทศขนานนามวิกฤตครั้งนี้ว่า Meltdown Monday หรือจันทร์หลอมวินาศ
เริ่ม จากเมื่อบ่าย 3 โมงของวันอาทิตย์ (ตี 3 ตามเวลาไทย) บริษัทวาณิชธนกิจใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐฯ เลห์แมน บราเธอร์ส(Lehman Brothers) ประกาศว่าดีลเทคโอเวอร์ที่บริษัทธนาคารบาร์เคลย์ส(ใช่ครับ ที่เป็นสปอนเซอร์ให้พรีเมียร์ลีกนั่นแหละ) นั่นไม่สามารถตกลงกันได้ และทางธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ก็ไม่อาจหาผู้เข้ามาซื้อกิจการต่อได้ จึงต้องยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย

ตามด้วยการประกาศเทคโอเวอร์บริษัทวาณิชธนกิจอันดับ 6 อย่าง เมอริล ลินช์(Merril Lynch) โดย แบงก์ ออฟ อเมริกา(ฺBank of America) ทำให้สาธารณชน โดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตื่นตระหนกกันมาก

สาเหตุของการล้ม ละลาย และการขายกิจการดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาหุ้นกู้ด้อยคุณภาพ หรือ Sub-prime Mortgage Lending ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2550 ที่เหล่านักการเงินการลงทุนในสหรัฐ ประสบภาวะหนี้สูญจากการเก็งกำไรฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์

หากจะอธิบายง่ายๆ หนี้ซับไพรม์ก็เหมือนการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ที่แตกต่างออกไปคือ ผู้มีรายได้ต่ำต้องกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์และเมื่อพ้น 3 ปีแรกแล้ว ดอกเบี้ยจะทวีทบคูณอย่างมหาศาล
ซึ่งถ้าผู้กู้นำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นตัวเงินที่ก่อให้เกิดทรัพย์สินจริง และหารายได้มาจ่ายหนี้ได้ คงไม่เกิดปัญหา หนำซ้ำยังได้ผลดีกันทุกฝ่าย
แต่กลับกลายเป็นว่าผู้กู้กู้ เงินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร ด้วยหวังว่า 3 ปี ผ่านไปราคาบ้านหรือที่ดินนั้นจะสูงขึ้น ทำให้ตัวเองได้กำไรโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยสักเซนต์เดียว
และเมื่อคนส่วน ใหญ่โลภมาก หวังอยากได้เงินง่ายๆ สบายๆ รวยทางลัดพร้อมๆกัน ตลาดการเงินการปล่อยกู้ก็พองฟูมากขึ้น มีการปล่อยกู้โดยไม่ตรวจสอบ แม้แต่ธนาคารเองก็หวังว่า หากที่ดินราคาสูงขึ้น แล้วผู้กู้มิอาจชำระหนี้ได้ ก็จะได้กำไรจากการยึดที่ดินนั้น
มิหนำซ้ำ ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุของวงการเงิน จากเงินกู้ด้อยคุณภาพ ก็ถูกแปรสภาพเป็นตราสารหุ้นกู้ใช้แทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้ดอกเบี้ยสูง ซื้อขายกันบนตลาดอีกต่อหนึ่ง ตีฟองสบู่ปั่นเงินจนฟูฟ่องบนความโลภและอากาศ

ลองตั้งโจทย์สมมติเป็นตุ๊กตาได้ดังต่อไปนี้

นายจอห์น ซึ่งอาจจะมีรายได้ต่ำหรือไม่ก็ตาม ไม่กู้ธนาคารตามระเบียบปกติ ไปกู้สินเชื่อซับไพรม์จากธนาคารเจค็อบ 30000 เหรียญ มาซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร

ธนาคารเจค็อบ ป้องกันความเสี่ยง โดยการออกตราสารหนี้ ให้เหล่าวาณิชธนกิจมาซื้อไป เป็น 3 กอง กองละ 10000 เหรียญ (ตอน นี้ธนาคารเพิ่มเงินในระบบเป็น 60000 เหรียญแล้ว จากหนี้ค้างจ่ายของนายจอห์น 30000 และรายรับจากการขายตราสารหนี้ 30000 เหรียญ ซึ่งความจริงถือว่าหักกันเป็น 0 แต่บัญชีรายปีตีเป็นรายรับ)

วาณิช ธนกิจแห่งหนึ่ง ซื้อตราสารหนี้จากธนาคารเจค็อบมาทั้ง 3 กอง แล้วแบ่งขายเป็นตราสารหุ้นกู้เพื่อรอรับดอกเบี้ยผลกำไรจากเงินกู้ของนาย จอห์น 10000 หุ้น หุ้นละ 3 เหรียญ และเมื่อซื้อขายกันไปถึงระยะหนึ่ง ราคาหุ้นกู้ขึ้นไปถึง 10 เหรียญ(ตรงนี้ เริ่มจุดวินาศแล้วครับ อย่างที่รู้กันว่าราคาหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด และการเก็งกำไร ดังนั้นหากปั่นให้คนเชื่อว่าหุ้นกู้นี้จะได้รับผลกำไรดี หรือปั่นราคาหุ้นให้สูง ทั้งๆที่เมื่อเทียบกับเงินต้นทุนจริงแล้วแพงกว่าด้วยซ้ำ ก็เกิดปัญหาตามมานี่แล ตรงนี้เงินในระบบ กลายเป็น 160000 เหรียญแล้วนะครับ)

3 ปี ผ่านไป นายจอห์น ผู้คาดว่าจะได้กำไรจากการซื้อบ้าน แต่บ้านดันขายไม่ออก เพราะความต้องการบ้านที่แท้จริงในตลาดไม่มีเสียแล้ว ทุกคนมีบ้าน และอยากขายบ้านเพื่อเอาเงินไปจ่ายหนี้ซับไพรม์เหมือนกัน เมื่อธนาคารเจค็อบยึดบ้านของนายจอห์นมาก็ขายทอดตลาดไม่ได้ กลายเป็นหนี้สูญ รายรับที่หวังจากดอกเบี้ยก็ไม่ได้ แถมรายจ่ายจากตราสารหนี้ก็ยังต้องจ่าย

เหล่านักลงทุนในตราสารหุ้น เมื่อรู้ว่าหนี้สูญ ต่างก็เทขายหุ้นกู้ที่ตัวเองถือออกมา แต่ก็ไม่มีคนซื้อเสียแล้ว จากหุ้นละ 10 เหรียญ กลายเป็น 0 ทันตาเห็น
วาณิช ธนกิจที่ออกตราสารหุ้นกู้ ที่ต้องแบกภาระดอกเบี้ยไว้โดยหวังกำไรจากเงินต้น ก็ต้องจ่ายทั้งดอกเบี้ยจากหุ้นกู้ตลอด 3 ปี และต้องตัดหนี้สูญไปอีก
กลายเป็นว่า เงินในระบบติดลบ เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำกว่าราคาตั้งต้นตอนนายจอห์นซื้อมากมาย

เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับแทบทุกธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพ และซับซ้อนกว่าหลายเท่าเพราะเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุเงินไม่ได้เอาเฉพาะหนี้ ด้อยคุณภาพมาแปลงเป็นตราสารหุ้น แต่ผสมรวมหนี้ดี สินเชื่อบุคคล และสินทรัพย์ต่างๆมาแพ็คขายรวมกัน ทำให้เมื่อส่วนหนึ่งกลายเป็นหนี้สูญ ก็พาลพาให้เงินลงทุนในส่วนหนี้ดีเสียหายตามไปเป็นทอดๆ

เมื่อกลางปีที่แล้ว FED ต้องสั่งพิมพ์เงินเพื่ออัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจถึง 2 แสนล้านเหรียญ โดยวิธีที่พิสดารที่สุดเท่าที่จะคิดกันได้
คือ "การประมูลเงินกู้" เพื่อรักษาสภาพคล่องของระบบไว้ไม่ให้ล้มตามกัน และเป็นตัวกลางจัดหาสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบน้อย มาซื้อกิจการของสถาบันการเงินที่เสียหายหนัก เช่นในกรณีของเลห์แมนกับบาร์เคลย์ส หรือเมอริล ลินช์ กับแบงก์ ออฟ อเมริกา ดังที่เห็น

แต่เมื่อดีลซื้อกิจการไม่สำเร็จ เลห์แมนต้องยื่นเรื่องเพื่อขอล้มละลาย ผลกระทบก็เกิดตามมาเป็นลูกโซ่ ดังจะกล่าวต่อไป 

1. ราคาหุ้นของเลห์แมน บราเธอร์ส ตกลง 99% จากต้นปีราคาหุ้นละ 60 เหรียญ ปิดตลาดดาวโจนส์เมื่อวาน เหลือเพียง 0.21 เหรียญ

แล้วกระทบใครอย่างไร?
แน่ นอนว่า วาณิชธนกิจรายใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีบริษัทลูกที่ถือหุ้นไขว้กัน รวมถึงบริษัทพันธมิตรที่แลกหุ้นกันถือ และนักลงทุน กองทุนภาครัฐและเอกชนที่นำเงินเข้ามาลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลจำนวนมาก เมื่อราคาหุ้นตกระเนนระนาด สินทรัพย์รวมของบริษัทเหล่านั้นก็ต้องถูกประเมินเป็นศูนย์ เท่่ากับเงินหายออกไปจากระบบมหาศาล

2. เมื่อเหล่านักลงทุนขาดทุนจากหุ้นของเลห์แมนฯ ก็ต้องเทขายหุ้นอื่นเพื่อพยุงผลประกอบการของตัวเอง ฉุดให้ราคาหุ้นบริษัทอื่นในตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงตามไปด้วย
นักลงทุนในตลาดหุ้นก็พากันขาดทุนกันทั้งหมด ต้องหาทางโปะตัวแดงให้ได้

3. เลห์แมนฯ เองก็เป็นนักลงทุนขาใหญ่เช่นเดียวกัน เมื่อตัวเองล้มละลาย สินทรัพย์ทั้งหมดก็ต้องถูกขายทอดตลาดเพื่อชดใช้หนี้ เงินทุนทั้งหมดที่นำไปลง
ทุนไว้ในบริษัทรายย่อยต่างๆก็ต้องถูกดึงคืนทั้งหมด ลองจินตนาการภาพต่อไปนี้ครับ

บริษัทไทรแองเกิล ผลิตเกมโดยอาศัยเงินทุนจากเลห์แมนโดยออกตราสารทุน 1,000,000 เหรียญ ได้กำไรต่อปี 50000 เหรียญ
เงิน หมุนเวียนของบริษัทไทรแองเกิล ต้องนำไปจ้างโปรแกรมเมอร์ ซื้อซอฟต์แวร์เอ็นจิ้น จ่ายค่าโฆษณา พิมพ์ปก จ้างผู้จัดจำหน่าย หรือแม้แต่จ้างแม่บ้านชงกาแฟฯลฯ
เมื่อเลห์แมนฯ ล้มละลาย ก็ต้องดึงเงินทุน 1,000,000 เหรียญคืนทั้งหมดในทันทีเพื่อนำไปจ่ายหนี้
แล้วบริษัทไทรแองเกิล จะเอาเงินที่ไหนจ่ายพนักงาน? จะผลิตเกมต่อได้อย่างไร?
เมื่อพนักงานถูกเลิกจ้าง จะเอาเงินไหนซื้อเบอร์เกอร์กิน เอาเงินไหนซื้อเฟอร์นิเจอร์ มือถือ คอมพิวเตอร์
ยอดขายของบริษัทเครื่องอุปโภคบริโภคก็จะลดลง ส่งผลต่อไปเป็นทอดๆ

4. เรื่องจะซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะตลาดเงินและตลาดทุนเป็นตลาดเสรีในยุคโลกาภิวัตน์ เหล่านักลงทุนเองไม่ได้จำกัดเงินอยู่เฉพาะภายในประเทศตัวเอง
เลห์แมนฯ เอง ก็เข้ามาซื้อหนี้ดีหลังยุควิกฤตต้มยำกุ้ง 40 ในราคาถูกไปบริหารเกือบทั้งหมด (โดยคำแนะนำและความรู้เห็นเป็นใจของปรส. และรัฐบาลขณะนั้น)
เมอริล ลินช์ ก็เข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ในไทยหลายแห่ง (เรียกหรูๆว่า ร่วมทุน)

แล้วมันกระทบกับไทยได้อย่างไร?
ลอง คิดดูว่า เหล่านักลงทุนต่างชาติต้องดึงเงินของตนกลับประเทศไปพยุงบริษัทของตนไม่ให้ ล้มละลายตามเลห์แมนฯ ตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทภาคผลิตจริงก็ไม่อาจหาทุนเข้า มาสนับสนุนการผลิตได้อีก ต้องเลิกจ้างลูกจ้าง ฯลฯ ตัวอย่างก็เหมือนบริษัทไทรแองเกิลข้างต้น แต่เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทไทยห้องเย็น บริษัทเดินสมุทรนาวี บริษัทแสงสุรีย์เมทัล ฯลฯ แทน ไม่รวมถึงเงินในระบบของนักลงทุนไทยที่ต้องตัดเป็นหนี้สูญ นอนกอดใบหุ้นที่ไม่มีราคาเพ้อไปวันๆ แบบที่เคยเห็นกันปี 40

จะเ