เขียนหนังสืออย่างไรให้ได้รางวัล
posted on 21 Dec 2007 23:22 by terasphere in Special-Report
แนวทางการส่งผลงานเข้าสู่สายตาสาธารณชนของเหล่านักเขียนมีต่างๆกันไป
บางคนก็อาศัยช่องทางส่งต้นฉบับตีพิมพ์ผ่านนิตยสาร
บางคนก็เสนอผลงานตรงเข้าสำนักพิมพ์
และหลายๆคนก็อาศัยพื้นที่ไซเบอร์สเปซเผยแพร่งานเขียนของตนให้ผู้อ่านได้ชื่นชม(หรือวิพากษ์วิจารณ์)
อีกทางหนึ่งซึ่งเป็นหนทางหลักของการนำเสนอผลงาน
ที่ส่งผลกระทบต่องานเขียนของนักเขียนอย่างสูงยิ่งคือ การส่งประกวดชิงรางวัล
งานเขียนที่ติดตรารางวัลมักจะถูกวางให้โดดเด่นบนแผง
เพิ่มยอดขายให้สำนักพิมพ์และส่วนแบ่งรายได้สู่นักเขียนอย่างมหาศาล
ตัวอย่างเช่นเมื่อคราวที่ “เจ้าหงิญ” ได้รับรางวัลซีไรท์ในปี ๒๕๔๘
ยอดพิมพ์พุ่งจนต้องพิมพ์ซ้ำ ๒๐ กว่ารอบจากที่พิมพ์ครั้งแรก ๓,๐๐๐
เล่มค้างเติ่งอยู่นานเป็นปี
ปัจจุบันเวทีประกวดงานวรรณกรรมเพิ่มขึ้นมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวทีสำหรับเยาวชน
สำนักพิมพ์ใหญ่ๆเปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นเยาว์เข้าประกวดโดยไม่ต้องต่อสู้กับมือเก๋าชิงรางวัลผูกขาดทั้งปี
เช่น Young Thai Artist Award ของมูลนิธิซีเมนต์ไทย 7 book Award
นายอินทร์อวอร์ดของเครืออมรินทร์ หรือแม้แต่รางวัลพานแว่นฟ้าของรัฐสภา
ที่มีนักเขียนเยาวชนเข้าไปประกาศศักดาคว้ารางวัลบ่อยครั้ง
อาจเป็นเพราะแนวคิดของกรรมการตัดสินที่มุ่งเน้นให้คนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดทันสมัย-ร่วมสมัยเข้าไปมีบทบาทในบรรณพิภพมากขึ้น
แต่ถ้าเราจะเขียนให้ได้รางวัลจะต้องทำเช่นไร?
หากหวังชิงรางวัลคงต้องมาวิเคราะห์กันดู ในการนี้เจ้าของบล็อกได้รับคำแนะนำจาก รศ.
สุพรรณี วราทร ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
กรรมการตัดสินรางวัล 7 Book Award และ ผศ. ตรีศิลป์ บุญขจร
นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมป์ กรรมการตัดสินรางวัล Young
Thai Artist Award, นายอินทร์อวอร์ด และ ซีไรท์ ถึงลักษณะของงานเขียนที่
“ทำให้ได้รับรางวัล” และลักษณะงานเขียนที่ต้อง “คัดออก” จากรอบคัดเลือกรางวัล
ดังนี้
๕ ลักษณะ
“ต้องห้าม” ของงานรางวัล
๑.
ผิดศีลธรรมอันดีอย่างร้ายแรง สื่อความรุนแรงทางกาย จิตใจ
หรือมีเรื่องเพศโดยไม่จำเป็น
ไม่ใช่ว่างานเขียนชิงรางวัลจะมีความรุนแรงหรือสื่อเรื่องเพศไม่ได้
แต่หากต้องการเติมความรุนแรงหรือเรื่องเพศลงในงานเขียน ต้องมีที่มาที่ไปสมเหตุสมผล
หากตัดทอนลงได้โดยไม่เสียอรรถรสและเจตนาของงานเขียนก็ควรตัดทอนลง
ความผิดขั้นอุกฤษฎ์อีกข้อหนึ่งคือการลอกเลียนผลงานของผู้อื่น
หากงานเขียนที่ส่งประกวดมีโครงเรื่องหรือแนวบรรยายที่ซ้ำจนเกินคำว่า “แรงบันดาลใจ”
ย่อมถูกตัดออกอย่างไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ฎีกา
๒. ไม่มีคุณค่าแก่คนอ่าน
คุณค่าของงานเขียนอาจเป็นได้ทั้งคุณค่าทางวรรณศิลป์หรือคุณค่าต่อสังคม
แต่งานที่เขียนเพื่อสนองความสนุกสนานของตนเองแล้วยังจะหวังคิดชิงรางวัลโดยไม่มีคุณค่าอะไรในตัวเองคงต้องพบความผิดหวัง
เป็นแน่ รวมถึงงานที่ขาดความแปลกใหม่ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์
ประเภทผลิตซ้ำแนวคิดหรืออุดมการณ์ของผู้อื่นโดยไม่เสนอแนวทางของตัวเองด้วยเช่นกัน
๓. โครงเรื่องไม่มีเอกภาพ
เรื่องที่โครงเรื่องขาดความต่อเนื่อง ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
อาจจะขาดเป็นท่อนๆ สับสนเรียงลำดับไม่ต่อเนื่องโดยไม่พบเจตนา
หรือเรื่อยๆเฉื่อยๆขาดประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ
จะถูกคัดออกจากการพิจารณารางวัลเป็นอันดับต้นๆ
๔. ภาษาไม่เหมาะสม
การใช้คำในบทสนทนาไม่เหมาะสมกับระดับของตัวละครหรือใช้ระดับของภาษาบรรยายไม่ตรงกับบรรยากาศของเรื่อง
แม้คำหยาบหรือภาษาวิบัติอาจใช้ได้หากปูพื้นตัวละครให้มีบุคลิกเช่นนั้นมาก่อนแต่ถ้าสักแต่ยัดคำพูดแสดงอารมณ์
คำอุทาน หรือเสียงประกอบพร่ำเพรื่อ ก็อาจถูกตัดออกในขั้นตอนการพิจารณาได้
๕. ไม่สนุก น่าเบื่อ
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของเรื่องแต่ง(Fiction) คือความสนุกสนานแก่ผู้อ่าน
แม้ว่างานเขียนหนึ่งๆจะถึงพร้อมด้วยคุณค่า เรื่องมีเอกภาพ ภาษาสวยงามเหมาะสม
และเป็นงานต้นฉบับไม่ลอกเลียนใคร
แต่หากกรรมการอ่านแล้วไม่มีความน่าสนใจหรือดึงดูดใจ น่าเบื่อ
ก็จะไม่ได้รับการพิจารณา ข้อนี้พึงสังเกตว่ารสนิยมของกรรมการในแต่ละเวทีแตกต่างกัน
หากสนใจส่งผลงานเข้าประกวดก็สมควรศึกษาคณะกรรมการของรางวัลนั้นๆว่า
ถนัดวิจารณ์หรือชมชอบงานเขียนแนวใด
เพื่อตัดสินใจเลือกผลงานที่ดีที่สุดในแนวนั้นส่งประกวด
หรือหลีกเลี่ยงรางวัลที่เป็นแนวทางที่ตนเองไม่ชอบหรือไม่ถนัดนั่นเอง
๑. ภาษาถูกต้อง เหมาะสม หากจะชิงรางวัลแล้ว งานเขียนที่ใช้ระดับภาษาเหมาะสมและสะกดคำถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ย่อมมีเปรียบงานเขียนที่จงใจล้อเล่นกับภาษา หรือมีแนวทางการเขียนเพื่อแสดงเอกลักษณ์แปลกออกไปจากมาตรฐาน ซึ่งสมควรจะนำเสนอในสื่อทางเลือกอื่นๆมากกว่า ส่วนงานบทกวีที่มีฉันทลักษณ์กำกับก็ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน
๒. มีคุณค่าทั้งทางวรรณศิลป์และคุณค่าต่อสังคม ไม่ขัดศีลธรรมจรรยาอันดี และมีแนวคิดที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นปรัชญา สะท้อนสังคม หรือนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างมีวรรณศิลป์ด้วยศิลปะการใช้ภาษาที่เฉียบคม มีความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆไม่ซ้ำแนวคิดเดิมๆ
๓. อ่านสนุก อยากอ่านซ้ำอีก งานเขียนที่มีลูกเล่น หรือความลุ่มลึกเพียงพอที่ต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก มีจุดประทับใจที่โดดเด่น เช่น ความขัดแย้งในแนวคิดหรือการกระทำอย่างซับซ้อน ตัวละครที่เหมือนจริง มีแนวคิดร่วมสมัยที่ปรับใช้ได้เป็นสากลลักษณะ ไม่ติดอยู่กับเหตุการณ์เฉพาะตามช่วงเวลา เช่นหากจะเขียนเรื่องสะท้อนสังคมการเมืองก็ไม่ควรมุ่งเสียดสียั่วล้อเฉพาะเหตุการณ์สั้นๆ แต่ต้องสะท้อนถึงภาพรวมอย่างแตกฉาน และอ่านขาด มิใช่มองแต่มุมเดียว เป็นต้น งานที่ท้าทายกาลเวลาและอยู่ทนทานต่อยุคสมัยจะปรากฏค่าของตนเองต่อสายตากรรมการได้ง่าย
๔. มีเอกภาพ ไม่สับสน การเรียงลำดับเหตุการณ์ต้องตรงกับเจตนาการนำเสนอ อาจตัดฉากไปมาได้แต่ต้องเข้าใจง่าย เนื้อความกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียว สัมพันธ์กันอย่างรื่นไหลไม่สะดุด เนื้อหาไม่ทิ้งข้อสงสัยหรือจุดบอดไว้เกินความจำเป็นและจบเรื่องด้วยความประทับใจ
๕. ถูกต้องตรงเป้าหมาย หากส่งนิยายรักไปชิงรางวัลพานแว่นฟ้า นิยายการเมืองเข้มข้นชิงรางวัลทมยันตี บทกวีหวานแหววชิงรางวัลนายอินทร์อวอร์ด หรือเรื่องสั้นจิตหลุดชิงรางวัลเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของสวทช. คงหลุดตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกรอบแรก การเลือกแนวผลงานให้ตรงกับแนวรางวัลเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของผู้ต้องการส่งผลงานประกวด หากไม่แน่ใจว่าแนวผลงานของตนเองตรงกับที่รางวัลนั้นจัดประกวดหรือไม่ควรสอบถามกองประกวดรับผลงานก่อนส่ง เพื่อไม่ให้ท่านเสียเวลาและโอกาสโดยเปล่าประโยชน์
แม้ว่าการส่งงานเขียนประกวดอาจถูกค่อนขอดจากนักเขียนบางกลุ่มว่า เป็นการล่ารางวัล ปิดกั้นจินตนาการ หรือแม้แต่กล่าวหาว่าเป็นเครื่องจักรเขียนตามใบสั่งหวังรางวัล แต่สำหรับงานเขียนบางแนวที่ตลาดไม่นิยมนัก เช่นกวีนิพนธ์ สารคดี งานเขียนสะท้อนสังคม เวทีรางวัลก็ยังเป็นหนทางแคบๆที่ทำให้คนรักงานเขียนยืนอยู่อย่างสง่างามบนถนนนักเขียนสายนี้ เจ้าของบล็อกขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านและขอให้นักเขียนทุกท่านที่คิดส่งงานเข้าประกวดชิงรางวัลผลิตผลงานดีๆ และประสบความสำเร็จตามคุณภาพของตนอย่างงดงาม
หัวใจสีขาวของผมคงน่ารักสำหรับทุกกรณีนะคับ
#1 By แดนไกล ไลบีเรีย on 2007-12-21 23:56