posted on 04 Jul 2009 06:00 by terasphere in Poetry
๏ ดีแต่ปากขู่เขาตอนสงบ
พอเขายกมารบก็ถอยหนี
แลบลิ้นหลอกลวงประชาชี
ศักดิ์ศรีประเทศล่มด้วยน้ำลาย
สร้างศัตรูคู่ไทยไปรอบทิศ
ทำลายมิตรรอบบ้านงานเป้าหมาย
จะปล่อยให้ทหารกล้าต้องพลีกาย
ดับชีพวางวายเท่าไรกัน
หนอยแน่ะพูดอะไรไม่เคยคิด
ดีแต่ปิดข่าวไว้ให้โลกขัน
รู้จักควักกะโหลกมาขัดมัน
ล้างขี้เลื่อยหน่อยนะทั่น! ฉันเหลือทน
นวนิยายขนาดยาว ๕๗๙ หน้า เรื่องใหม่ของวิมล ไทรนิ่มนวล “วิญญาณที่ถูกเนรเทศ” ที่เพิ่งจะเข้ารอบ ๗ เล่มสุดท้าย รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (S.E.A write Award) ประจำปี ๒๕๕๒ เป็นนิยายที่ฉายภาพโลกคู่ขนานระหว่างความทุกข์ทรมานในสังคมเมืองไปพร้อมกับความบิดเบี้ยวของสังคมชนบทที่ถูกรุกรานด้วยอุตสาหกรรมด้วยมุมมองทั้งสมจริงและกึ่งเหนือจริง
“วิญญาณที่ถูกเนรเทศ” ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนถูกเนรเทศออกจากปริมณฑลของเนื้อเรื่องด้วยการนำเสนอสลับกันไปมาระหว่างโลกอดีตและโลกปัจจุบัน วิมลฉายภาพโลกอดีตให้ดูห่างไกลด้วยมุมมองแบบบุคคลที่สาม ส่วนโลกปัจจุบันเล่าผ่านมุมมองของ “วิหค” ที่เป็นตัวเอกของเรื่องทำให้ช่วงต้นของเล่มเป็นเหมือนนิยายสองเรื่องที่ตีพิมพ์สลับกันในหนังสือเล่มเดียว ซึ่งทั้งสองเรื่องก็เป็นนิยายตามขนบประณามทุนนิยมและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่นำพาความล่มสลายมาสู่ชนบท เช่น การตายของพ่อของตัวเอกที่คัดค้านการรุกรานของโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แม่ต้องอพยพพาตัว “วิหค” หนีออกจากถิ่นฐานบ้านเกิด ก่อนจะคลี่คลายโดยเพิ่มความเหนือจริงทีละเปลาะๆ ในทั้งโลกปัจจุบันและโลกอดีต
ตัวเอกผ่านอุปสรรคต่างๆในชีวิตวัยเด็กจนเรียนจบประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงและก้าวไปเป็นครู ก่อนจะพบรักกับผู้อำนวยการสาวของโรงเรียนเอกชน ก่อนรักจะจืดจางจนเขาตัดสินใจกลับมาค้นหารากเหง้าของตัวตนที่หมู่บ้านถิ่นกาขาว ซึ่งเขาลาจากไปเนิ่นนาน เขาได้พบกับปู่ของเขาที่คงยืนหยัดอยู่ในผืนนาที่เดิมซึ่งเช่านายทุนอยู่ และพบกับเด็กหญิงที่เขานึกถึงเสมออีกครั้ง ก่อนเรื่องในโลกปัจจุบันจะตัดฉากไปยังงานศพของใครบางคน หลังจากนั้นเนื้อเรื่องจึงระเบิดความเหนือจริงออกมาเป็นชุดๆอย่างผิดความคาดหมาย เฉลยที่มาที่ไปของตัวละครเอกในโลกปัจจุบันพร้อมกับเทศนาโวหารถึงการเกิดดับของวิญญาณและความสำคัญของการรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านในการอยู่ร่วมกับแผ่นดิน และจบลงด้วยการย้อนไปหาโลกอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นของท้องเรื่องตอนแรก เหมือนวงวัฏที่จุดจบจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
วิมลพยายามสะท้อนปัญหาสังคมหลายเรื่องไปพร้อมๆกัน ทั้งปัญหาเด็กจรจัด ปัญหาการศึกษาไทย ปัญหาการเกษตรสมัยใหม่ที่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม ปัญหามลพิษ ปัญหาแรงงาน แต่จุดสำคัญที่สุดคือปมการรู้สึกแปลกแยกกับสังคมรอบข้างของตัวตนที่ถูกเนรเทศออกจากดินแดนที่เคยรู้จักดั้งเดิม ประเด็นนี้ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ตอนที่วิหคต้องหนีออกจากหมู่บ้านถิ่นกาขาว การต้องแยกจากเพื่อนๆไปทีละคนเพื่อเข้าสู่ระบบ “เรียนเพื่อได้ทำงานดีๆ” จนถึงความโดดเดี่ยวในชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวจนต้องคืนสู่บ้านเกิดเพื่อพบความแปลกแยกอีกครั้ง ก่อนจะสามารถพบกับความสงบในจิตใจที่ไม่แปลกแยก ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เนรเทศตัวตนของใครก็ตาม ไม่ใช่สังคมหรือคนรอบข้าง แต่เป็นจิตใจที่บีบคั้นให้ตัวเองดิ้นทุรนทุรายหาทางหนีออกจากดินแดนที่ตัวเองไม่คุ้นเคยจนสร้างเกราะหุ้มตัวตนไว้ไม่ให้เปิดออกรับความจริง และเมื่อเขาค้นพบความจริงเขาก็กลายเป็นวิญญาณสถิตที่ที่ไม่เร่ร่อนไปแห่งหนไหนอีกต่อไป
“วิญญาณที่ถูกเนรเทศ” เป็นนิยายที่ไม่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการอ่านรวดเดียวจบ แต่ต้องหยุดพักพินิจสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อเป็นระยะๆ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ และเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องเหนือจริงอยู่ตรงไหนกันแน่ การค่อยๆละเลียดอ่าน “วิญญาณที่ถูกเนรเทศ” จะค่อยๆฟื้นความรู้สึกที่เหมือนถูกเนรเทศออกจากพื้นที่ของหน้านิยายให้เข้ามาสู่ความลุ่มลึกของเนื้อเรื่องทีละน้อยจนพบจุดสิ้นสุดที่ทำให้เข้าใจจุดเริ่มต้นเหมือนได้รับการอภัยโทษโดยไม่ต้องรอฎีกาแต่อย่างใด